01เวลาเปิด ค่าเข้า และเวลาที่ใช้
ประตูเมืองชมได้ตลอด · พิพิธภัณฑ์และศูนย์บริการนักท่องเที่ยวเปิดเวลากลางวัน
ฟรี
ครึ่งวัน – 1 วัน
ฤดูทุเรียน พ.ค. – ก.ค. และเย็นวันเสาร์ที่ถนนคนเดินวันวาน
ไฮไลต์ห้ามพลาด
01
02
03
04
056 วันข้างหน้า
ไปวันไหนดี
ในสัปดาห์นี้
แตะการ์ดวันที่อยากไป เพื่อดูรายละเอียดอากาศ ฝน ฝุ่น และรายชั่วโมงของวันนั้น
ช่วงที่ควรไป ไปได้ทั้งวัน ฝนน้อยตลอดช่วงกลางวัน
วันหยุด รถติดช่วงทางขึ้นและที่จอดเต็มเร็ว ควรออกเช้า
ทีละชั่วโมง
แถบสีเขียว = ช่วงเวลาที่ใช้คิดคะแนน
ช่วงที่ควรไป ไปได้ทั้งวัน ฝนน้อยตลอดช่วงกลางวัน
วันหยุด รถติดช่วงทางขึ้นและที่จอดเต็มเร็ว ควรออกเช้า
ทีละชั่วโมง
แถบสีเขียว = ช่วงเวลาที่ใช้คิดคะแนน
ช่วงที่ควรไป ไปได้ทั้งวัน ฝนน้อยตลอดช่วงกลางวัน
วันหยุด รถติดช่วงทางขึ้นและที่จอดเต็มเร็ว ควรออกเช้า
ทีละชั่วโมง
แถบสีเขียว = ช่วงเวลาที่ใช้คิดคะแนน
ช่วงที่ควรไป ช่วงดีที่สุด 06:00–15:00 ฝนน้อย · อาจมีละอองฝนบางช่วง
ไม่มีคำเตือนสำหรับวันนี้ ถนนและสภาพอากาศปกติ
ทีละชั่วโมง
แถบสีเขียว = ช่วงเวลาที่ใช้คิดคะแนน
ช่วงที่ควรไป ช่วงดีที่สุด 06:00–15:00 ฝนน้อย · อาจมีละอองฝนบางช่วง
ไม่มีคำเตือนสำหรับวันนี้ ถนนและสภาพอากาศปกติ
ทีละชั่วโมง
แถบสีเขียว = ช่วงเวลาที่ใช้คิดคะแนน
ช่วงที่ควรไป ไปได้ทั้งวัน ฝนน้อยตลอดช่วงกลางวัน
ไม่มีคำเตือนสำหรับวันนี้ ถนนและสภาพอากาศปกติ
ทีละชั่วโมง
แถบสีเขียว = ช่วงเวลาที่ใช้คิดคะแนน
เมืองลับแล
เมืองลับแลคือตัวอำเภอลับแล จังหวัดอุตรดิตถ์ เมืองเล็กแห่งตำนาน "เมืองแม่ม่าย" ที่ห้ามพูดโกหก เป็นชุมชนไท-ยวนเก่าแก่ที่ขึ้นชื่อเรื่องผ้าซิ่นตีนจก ไม้กวาดตองกง หมี่พัน และทุเรียนหลงลับแล–หลินลับแล
เริ่มเที่ยวที่ซุ้มประตูเมืองลับแล ปั่นจักรยานชมเมือง แวะวัดพระแท่นศิลาอาสน์และวัดพระบรมธาตุทุ่งยั้ง และกลับมาอีกครั้งช่วงฤดูทุเรียนเดือนพฤษภาคมถึงกรกฎาคม
- ปั่นจักรยานชมเมือง กินหมี่พันเป็นมื้อเช้า
- ชมวัดพระแท่นศิลาอาสน์และวัดพระบรมธาตุทุ่งยั้ง
- ถนนคนเดินวันวาน (วันเสาร์) และไฟประตูเมืองยามค่ำ
ควรถึง เช้า–บ่าย สำหรับเที่ยวเมืองและวัด ส่วนถนนคนเดินวันวานเปิดเย็นวันเสาร์
- ซุ้มประตูเมืองลับแลสัญลักษณ์ของเมืองเช้าและค่ำ
- ประติมากรรมแม่ม่ายเล่าตำนานเมืองลับแลกลางวัน
- มณฑปวัดพระแท่นศิลาอาสน์บนเนินเขาทองบ่าย
แกลเลอรี
ภาพจาก Wikimedia Commons และผู้ร่วมเผยแพร่ · เครดิตเต็มดูได้ที่หน้าแบบเดิม
ข้อควรรู้เฉพาะที่นี่
หมู่บ้านบนดอยแม่พูลเคยเกิดดินโคลนถล่มครั้งใหญ่ปี 2549 ช่วงฝนหนักควรติดตามประกาศเตือนภัย
ทุเรียนหลง–หลินแท้มีจำนวนจำกัด ควรซื้อจากสวนหรือร้านที่เชื่อถือได้
บ้านร้อยปีบางหลังยังมีคนอาศัย ควรขออนุญาตก่อนเข้าชม
- ยืมจักรยานที่ศูนย์บริการนักท่องเที่ยวปั่นชมเมือง
- ลองหมี่พันและก๋วยเตี๋ยวอบห่อข้าวแคบ อาหารเฉพาะถิ่นลับแล
- แวะพิพิธภัณฑ์ผ้าซิ่นตีนจกไท-ยวน
- เย็นวันเสาร์เดินถนนคนเดินวันวานหน้าประตูเมือง
- ฤดูทุเรียนขึ้นดอยไปซื้อถึงสวนที่แม่พูล
ผู้ใหญ่ 0 บาท · ใช้เวลาเที่ยว ครึ่งวัน – 1 วัน
ฤดูทุเรียน พ.ค. – ก.ค. และเย็นวันเสาร์ที่ถนนคนเดินวันวาน
| หมี่พัน / ข้าวแคบ / ก๋วยเตี๋ยวอบ ไม่บังคับ | 20 ฿/จาน |
| ทุเรียนหลงลับแล–หลินลับแล (ราคาตามฤดูกาลและเกรด) ไม่บังคับ | ตามสะดวก |
| ไม้กวาดตองกง / ผ้าซิ่นตีนจก (ของฝาก) ไม่บังคับ | ตามสะดวก |
เงินสดเป็นหลัก · ราคาอาจเปลี่ยนตามฤดูกาล ควรเช็กกับสถานที่
- มีเด็ก เด็กเที่ยวได้ ปั่นจักรยานในเมืองเล็กปลอดภัย
- ผู้สูงอายุ ตัวเมืองเป็นพื้นราบ เดินสบาย
- วีลแชร์ บริเวณประตูเมืองและถนนในเมืองเป็นพื้นราบ
- สัตว์เลี้ยง นำสัตว์เลี้ยงเที่ยวในเมืองได้ แต่ไม่ควรนำเข้าวัด
- หมี่พันป้าหว่างหมี่พันห่อข้าวแคบ ของขึ้นชื่อ
- ถนนราษฎร์อุทิศ (ถนนคนกิน)ร้านอาหารพื้นเมืองหลายร้าน
- เจ๊นีย์ของทอดลับแลของทอดคลุกแป้งสูตรเฉพาะ
- ขออนุญาตก่อนถ่ายภาพบ้านเก่าที่ยังมีคนอยู่
- แต่งกายสุภาพเมื่อเข้าวัด
- ไม่เก็บผลไม้ในสวนโดยไม่ได้รับอนุญาต
- หน้าฝนเสี่ยงน้ำป่าบนดอย
- ฤดูทุเรียนการจราจรขึ้นดอยหนาแน่น
- ทุเรียนพันธุ์แท้ราคาสูง ระวังของเลียนแบบ
งานประเพณีอัฐมีบูชา วัดพระบรมธาตุทุ่งยั้ง (เดือน 6) · งานนมัสการพระแท่นศิลาอาสน์ (มาฆบูชา) · ฤดูทุเรียนลับแล พ.ค. – ก.ค. · ประเพณีค้างบูยา (ช่วงเข้าพรรษา)
ไปเดือนไหนดี
แตะแต่ละเดือนบนวงล้อเพื่อดูอากาศ ฝน ฝุ่น และความหนาแน่นของคน จากสถิติย้อนหลัง 10 ปี
ช่วงที่ดีที่สุด · พ.ย. – ก.พ. อากาศเย็น ปั่นจักรยานชมเมืองและเดินถนนคนเดินวันเสาร์ได้สบาย ส่วนคนที่อยากกินทุเรียนหลงลับแล–หลินลับแลควรมาช่วง พ.ค. – ก.ค. ซึ่งเป็นฤดูผลไม้
ควรระวัง · มี.ค. – เม.ย. ร้อนและมีหมอกควัน ส่วนหน้าฝนหนักบนดอยแม่พูลเสี่ยงน้ำป่าและดินถล่ม ควรติดตามประกาศเตือนภัย
19°ม.ค.
20°ก.พ.
23°มี.ค.
26°เม.ย.
26°พ.ค.
25°มิ.ย.
25°ก.ค.
24°ส.ค.
24°ก.ย.
24°ต.ค.
22°พ.ย.
20°ธ.ค.
ต.ค. ตามสถิติ 24–31°C · ฝนเฉลี่ย 172 มม. (18 วันฝนตก) · ฟ้าโปร่ง 7 วัน · PM2.5 เฉลี่ย 10
เรื่องราวของที่นี่
เมืองลับแลคือตัวอำเภอลับแล จังหวัดอุตรดิตถ์ อยู่ทางตะวันตกของตัวจังหวัดราว 8 กิโลเมตร ศูนย์กลางอยู่ในเขตเทศบาลตำบลศรีพนมมาศ อำเภอมีพื้นที่ราว 450–506 ตารางกิโลเมตร แบ่งเป็น 8 ตำบล ทิศเหนือติดอำเภอเด่นชัย จังหวัดแพร่ ทิศตะวันตกติดอำเภอศรีสัชนาลัย จังหวัดสุโขทัย ภูมิประเทศด้านตะวันตกและเหนือเป็นดอยสูงที่ปลูกทุเรียนและลางสาด ส่วนด้านล่างเป็นที่ราบทำนาข้าวเหนียว
อ่านต่ออีก 21 ย่อหน้า
ชื่อ "ลับแล" ตีความกันหลายแบบ แบบแรกหมายถึง "มองไม่เห็น" เพราะทางเข้าคดเคี้ยวจนคนแปลกหน้าหลงทางง่าย แบบที่สองเล่าว่าดอยม่อนฤๅษีบังแสงอาทิตย์ทำให้ป่าแถบนี้มืดเร็วในยามเย็น ชาวบ้านจึงเรียก "ป่าลับแลง" (แลง แปลว่าเวลาเย็น) แล้วเพี้ยนเป็นลับแล ส่วนสมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพสันนิษฐานว่าพื้นที่นี้เคยเป็นที่หลบซ่อนข้าศึกของชาวแพร่และน่านในยามสงคราม
ตำนานที่ทำให้ลับแลโด่งดังคือ "เมืองแม่ม่าย" เล่าว่าชายหนุ่มคนหนึ่งตามหญิงสาวชาวลับแลเข้าไปในเมืองลึกลับที่มีแต่ผู้หญิง และมีกฎเหล็กว่าห้ามพูดโกหก เขาแต่งงานกับหญิงสาวจนมีลูก วันหนึ่งเขาโกหกลูกเพื่อให้หยุดร้องไห้ จึงถูกส่งตัวออกจากเมือง ภรรยามอบย่ามใส่ขมิ้นให้ ระหว่างทางเขาทิ้งขมิ้นไปบางส่วน พอถึงบ้านขมิ้นที่เหลือกลายเป็นทองคำ แต่เมื่อกลับไปตามหาก็ไม่พบเมืองลับแลอีกเลย ปัจจุบันมีประติมากรรมแม่ม่ายอุ้มลูกเล่าเรื่องนี้ในเมือง และวารสารเมืองโบราณระบุว่าตำนานฉบับที่แพร่หลายฉบับหนึ่งรวบรวมโดยมณเฑียร ดีแท้ เมื่อปี 2519
ตำนานสำนวนที่เล่ากันในท้องถิ่นระบุว่าชายหนุ่มผู้นั้นเป็นคนจากตำบลทุ่งยั้งที่หลงเข้าป่า ปัจจุบันประติมากรรม "แม่ม่ายเมืองลับแล" ตั้งอยู่ใกล้ซุ้มประตูเมือง และคำขวัญ "เมืองลับแล เขตห้ามพูดโกหก" ก็กลายเป็นอัตลักษณ์ที่เทศบาลและชุมชนใช้สื่อสารกับนักท่องเที่ยว
ที่มาของชาวลับแลมีทั้งตำนานและหลักฐาน "ประวัติเมืองลับแล" ของพระครูสิมพลีคณานุยุติ (2522) ซึ่งถูกอ้างถึงมากที่สุด เล่าว่าชาวลับแลสืบเชื้อสายจากเชียงแสน โดยอิงตำนานสิงหนวัติกุมาร มีการอพยพของหนานคำลือและหนานคำแสน ปี 2561 ยังพบ "ตำนานพระเจ้ายอดคำทิพย์ วัดลับแลงหลวง" เขียนด้วยดินสอในสมุดที่วัดท้องลับแล ซึ่งกล่าวถึงการสร้าง "เวียงซาก" และ "เวียงลับแลงไจย" วารสารเมืองโบราณ (2562) ชี้ว่าทั้งสองฉบับมีข้อขัดแย้ง เช่น ชื่อกษัตริย์และช่วงเวลาไม่ตรงกับตำนานต้นฉบับ และที่มาของต้นฉบับฉบับหลังยังน่าสงสัย
หลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่เก่าที่สุดฝ่ายอยุธยาคือ "หนังสือทูตตอบ" สมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช พ.ศ. 2229 ซึ่งระบุเมืองลับแลเป็นหัวเมืองขึ้นกับเมืองพิชัย และพระราชกำหนดเก่า พ.ศ. 2299 กล่าวถึงแขวงเมืองลับแลในคดีความ คำนำหน้าชื่อ "หนาน" ที่ใช้กันในล้านนาสำหรับผู้เคยบวชเรียน ทำให้นักวิชาการเสนอว่าชาวลับแลน่าจะเป็นชาวโยนกล้านนาที่มาตั้งถิ่นฐานก่อนเสียกรุงศรีอยุธยา
ทางตะวันออกของอำเภอคือเมืองโบราณทุ่งยั้ง พบกลองมโหระทึกและพร้าสำริด สันนิษฐานว่าเคยเป็นถิ่นของชาวละว้า ต่อมาคนไทยมาตั้งถิ่นฐานก่อนสมัยสุโขทัย และในสมัยสุโขทัยเป็นเมืองหน้าด่านขึ้นกับเมืองเชลียง พงศาวดารเหนือเล่าว่าบาธรรมราชเจ้าเมืองสวรรคโลกสร้างเมืองนี้ให้โอรส ส่วนพิเศษ เจียจันทร์พงษ์ เสนอว่าทุ่งยั้งอาจเป็นเมืองราดของพ่อขุนผาเมือง ซึ่งเป็นเพียงหนึ่งในข้อสันนิษฐาน มุมตะวันตกเฉียงเหนือมี "เวียงเจ้าเงาะ" ที่นักวิชาการต้นพุทธศตวรรษที่ 25 เชื่อว่าเก่ากว่าสุโขทัย แต่ถูกขุดหาของจนเสียหายมากในสมัยรัชกาลที่ 7
วัดพระบรมธาตุทุ่งยั้งเป็นวัดสำคัญในเมืองโบราณ เจดีย์ประธานถูกสร้างใหม่ก่อนปี 2444 แต่ยังเหลือฐานสามชั้นของเดิม ทุกปีในเดือน 6 มีประเพณีอัฐมีบูชาราว 9 วัน พร้อมพิธีห่มผ้าพระบรมธาตุ ส่วนวัดพระแท่นศิลาอาสน์บนเนินเขาทองทางตะวันตกของทุ่งยั้ง มีแท่นศิลาแลงสี่เหลี่ยมในมณฑป ตำนานเล่าว่าพระพุทธเจ้าเคยประทับเสวยภัตตาหารบนแท่นนี้ วิหารถูกไฟไหม้ปี 2451 และพระยาวโรดมภักดี เจ้าเมืองอุตรดิตถ์ ระดมเงินบูรณะ ภาพมณฑปปรากฏบนตราประจำจังหวัดอุตรดิตถ์ และวัดได้รับยกเป็นพระอารามหลวงในปี 2549 ทุกเทศกาลมาฆบูชามีงานนมัสการพระแท่นศิลาอาสน์
วัดพระบรมธาตุทุ่งยั้งสร้างขึ้นราวสมัยสุโขทัยตอนปลาย เจดีย์ประธานทรงลังกาสูงราว 40 เมตร และในสมัยอยุธยาเคยเป็นสถานที่ประกอบพิธีถือน้ำพระพิพัฒน์สัตยา งานวิจัยเรื่องประเพณีอัฐมีบูชาที่ทุ่งยั้งพบว่างานนี้มีพัฒนาการ 5 ระยะตลอดกว่า 80 ปี โดยชุมชนเป็นผู้ขับเคลื่อนหลัก ความศักดิ์สิทธิ์ของพื้นที่เกิดจากการนำพุทธตำนานเรื่องมกุฏพันธนเจดีย์และเมืองกุสินารา ที่ถวายพระเพลิงพระพุทธเจ้า มาเชื่อมกับภูมิทัศน์ของทุ่งยั้ง ผู้วิจัยยังเสนอว่าการวางตำแหน่งสอดคล้องกับหลักฐานทางโบราณดาราศาสตร์ตั้งแต่สมัยอยุธยาตอนต้น
ลับแลยังมีวัดเก่าอีกหลายแห่ง วัดดงสระแก้วมีอุโบสถไม้สักทองที่ผู้คนนิยมลอดใต้ถุนเพื่อความเป็นสิริมงคล เดิมเคยประดิษฐาน "หลวงพ่ออู่ทอง" พระพุทธรูปทองคำหนักกว่า 200 กิโลกรัม ซึ่งถูกโจรกรรมไปเมื่อปี 2520 วัดกุฎีพระฤาษีทรงธรรมมีตำนานฤาษี 5 ตนที่ชุบชีวิตคนตายได้ และยังต้มยาสมุนไพรให้ผู้มาเยือนดื่ม วัดม่อนปรางค์มีอุโบสถเก่าที่กรมศิลปากรอนุรักษ์ไว้และอุโมงค์ต้นอินทนิลที่สวยงาม นอกจากนี้ยังมีโบสถ์เก่าวัดป่ายาง วัดพระยืนพุทธบาทยุคล วัดพระนอนพุทธไสยาสน์ วัดดอนสัก และวัดเสาหิน
ชาวลับแลมีหลายกลุ่มชาติพันธุ์ กลุ่มหลักคือไท-ยวนที่อพยพจากเชียงแสน มาตั้งหมู่บ้านแรกที่เรียกว่าเชียงแสน ไทพวนที่ถูกกวาดต้อนมาสมัยรัชกาลที่ 3 อยู่แถวบ้านป่ายาง บ้านน้ำใส และบ้านนาทะเล บางส่วนย้ายไปศรีสัชนาลัยกลายเป็นกลุ่มหาดเสี้ยว และชาวจีนที่ตั้งรกรากในชุมชนตลาดลับแล ตำบลทุ่งยั้งยังเป็นไม่กี่แห่งในอุตรดิตถ์ที่ยังใช้สำเนียงแบบสุโขทัย และภาษาลับแลยังมีคำเก่าหลงเหลืออยู่
บุคคลสำคัญที่สุดของเมืองคือพระศรีพนมมาศ (ทองอิน) ชื่อเดิมฮึนหยก แซ่ตัน เกิดปี 2404 บิดาเป็นชาวจีน มารดาเป็นคนไทย บิดาให้เป็นบุตรบุญธรรมของหลวงพ่อน้อยวัดป่ายางนอกและเปลี่ยนชื่อเป็นทองอินเพื่อให้ได้เล่าเรียน วัยหนุ่มหาบของขายทั่วลับแลถึงหาดเสี้ยว ปี 2431 เป็นนายอากรสุราที่หาดเสี้ยว เมื่อรัชกาลที่ 5 เสด็จประพาสมณฑลฝ่ายเหนือถึงลับแล (ปี 2444 บางแหล่งว่า 2445) ท่านเป็นแม่งานรับเสด็จ จึงได้เป็นขุนพิศาลจีนะกิจ แล้วเลื่อนเป็นหลวงศรีพนมมาศและพระศรีพนมมาศ เมื่อปฏิรูปการปกครองเป็นมณฑล ลับแลลดฐานะเป็นอำเภอขึ้นกับมณฑลพิษณุโลก และท่านเป็นนายอำเภอคนแรก
พระศรีพนมมาศสร้างถนน เหมือง และฝายโดยไม่ใช้งบราชการ ถนนสายอุตรดิตถ์–ลับแลได้รับพระราชทานชื่อว่า "ถนนอินใจมี" ท่านส่งเสริมการปลูกผัก ทำลูกชิดเชื่อม เลี้ยงสัตว์ และหัตถกรรม โดยเฉพาะไม้กวาดตองกง ซึ่งเริ่มจากไม้กวาดจีนที่สมเด็จกรมพระยาดำรงฯ นำมาให้ ท่านเห็นว่าดอกตองกงในลับแลทำไม้กวาดได้ จึงส่งชาวบ้านตำบลฝายหลวงและแม่พูลไปฝึกแล้วกลับมาสอนต่อ และผูกผ้าแดงที่ปลายด้ามตามคติจีนเพื่อลบความเชื่อว่าไม้กวาดเป็นของต่ำ ผ้าแดงนี้ยังคงอยู่จนทุกวันนี้ ท่านถึงแก่กรรมปี 2464 และมีอนุสาวรีย์ให้ชาวลับแลสักการะ
ที่ว่าการอำเภอเดิมอยู่ในเมืองทุ่งยั้ง แล้วย้ายไปม่อนจำศีลราว 1 กิโลเมตรทางเหนือ ก่อนที่หลวงศรีพนมมาศจะย้ายมาที่ม่อนสยามมินทร์เพราะเดินทางสะดวกกว่า เมื่อรัชกาลที่ 5 เสด็จ ทรงเลือกม่อนจำศีลเป็นที่ประดิษฐาน "พระเหลือ" พระพุทธรูปที่หล่อจากทองที่เหลือจากการหล่อพระพุทธชินราช
วัฒนธรรมไท-ยวนของลับแลยังเด่นในผ้าซิ่นตีนจก ลายดอกเคี้ยะ กาฝากแดง และกาฝากเขียว ซึ่งส่งต่อไปยังชาวหาดเสี้ยว ผ้าทอฝ้ายย้อมสีธรรมชาติได้เป็นโอทอประดับห้าดาว ในเมืองมีพิพิธภัณฑ์ผ้าซิ่นตีนจกไท-ยวนลับแล ก่อตั้งโดยจงจรูญ มะโนคำ จัดแสดงผ้าอายุราว 100 ปี ส่วนอาหารเฉพาะถิ่นคือข้าวแคบ แผ่นแป้งผสมงาดำนึ่งบนปากหม้อแล้วตากแห้ง ใช้ห่อเป็นหมี่พันหรือหมี่คุก และก๋วยเตี๋ยวอบ
ประเพณีเฉพาะถิ่นที่โดดเด่นคือ "ค้างบูยา" หรือ "ก๊างบูยา" ในช่วงเข้าพรรษา วัดต่าง ๆ ในลับแลจะหมุนเวียนกันจัดงาน ชาวบ้านช่วยกันทำ "ก๊าง" คล้ายต้นกัลปพฤกษ์ แล้วประดับด้วยยาสูบเพื่อถวายอุทิศกุศลแก่บรรพบุรุษ การประดับด้วยยาสูบนี้เองที่ทำให้ประเพณีเป็นเอกลักษณ์ของลับแล
ลับแลเป็นแหล่งปลูกทุเรียนใหญ่ที่สุดในภาคเหนือ ราว 27,000 ไร่ พันธุ์ดังคือ "หลงลับแล" ซึ่งเริ่มจากต้นที่นายมี หอมตัน ปลูกจากเมล็ดราวปี 2479 บนม่อนน้ำจำ บ้านผามูบ ตำบลแม่พูล ส่งประกวดในนามนางหลง อุปละ จนได้รางวัล และคณะกรรมการรับรองพันธุ์ตั้งชื่อเมื่อ 20 กันยายน 2521 ส่วน "หลินลับแล" มาจากต้นที่นายหลิน ปันลาด ปลูกที่บ้านผามูบเมื่อปี 2493 และส่งประกวดปี 2520 ผลผลิตออกราวเดือนพฤษภาคมถึงกรกฎาคม
คืนวันที่ 22 ถึงเช้าวันที่ 23 พฤษภาคม 2549 ฝนตกหนักจนลับแลวัดได้ 330 มิลลิเมตร ทำลายสถิติในรอบ 38 ปี เกิดน้ำป่าและดินโคลนถล่มในอุตรดิตถ์ โดยเฉพาะหมู่บ้านบนดอยในตำบลแม่พูล ดินโคลนทับบ้านเรือนกว่า 90 หลัง ทางรถไฟที่บ้านด่านนาขามขาด ตัวเลขทางการของทั้งจังหวัดในช่วงแรกรายงานผู้เสียชีวิตหลายสิบรายและสูญหายอีกจำนวนมาก สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ ทรงให้มูลนิธิชัยพัฒนาช่วยเหลือ และตั้งหมู่บ้านใหม่ที่บ้านนารี (ห้วยปู่เจ้า) ตำบลแม่พูล เพื่อย้ายครอบครัวออกจากพื้นที่เสี่ยง
สวนทุเรียนบนดอยยังเผชิญภัยอีกหลายครั้ง วันที่ 20 เมษายน 2559 ไฟป่าลุกลามเข้าสวนในตำบลแม่พูลกว่า 1,000 ไร่ ผู้ให้สัมภาษณ์ประเมินว่าอาจถึงราว 2,500 ไร่ เกือบ 400 ไร่เป็นสวนหลง–หลินโดยตรง ทุเรียนพื้นเมืองอายุราว 100–120 ปีเกือบ 30 ต้น ซึ่งเป็นพ่อแม่พันธุ์ของหลง–หลินและรอดจากดินถล่มปี 2549 ถูกไฟเผาเสียหายทั้งหมด
ปัจจุบันซุ้มประตูเมืองลับแลซึ่งเป็นสถาปัตยกรรมประยุกต์แบบสุโขทัย เป็นสัญลักษณ์และจุดเริ่มต้นของการเที่ยว รอบซุ้มมีลานหญ้า พิพิธภัณฑ์บ้านโบราณ 2 หลัง ศูนย์บริการนักท่องเที่ยวที่ให้ยืมจักรยาน และถนนคนเดินวันวานทุกเย็นวันเสาร์ ในเมืองยังมีบ้านไม้อายุกว่าร้อยปี และถนนราษฎร์อุทิศที่เรียกกันว่าถนนคนกิน
ชุมชนเมืองลับแลได้รับเลือกจากกระทรวงวัฒนธรรมเป็นชุมชนต้นแบบการท่องเที่ยว "ยลวิถี" ชาวไท-ยวนยังรักษาวัฒนธรรมสำคัญไว้ได้ เช่น การแต่งกายด้วยผ้าซิ่นตีนจก ย่ามลับแล ข้าวแคบ ข้าวพันผัก หมี่พัน และประเพณีค้างบูยา พิพิธภัณฑ์เมืองลับแลสร้างเป็นอาคารจำลอง "เรือนลับแล" จัดแสดงข้าวของ วิถีชีวิต และประวัติศาสตร์ท้องถิ่น นักท่องเที่ยวลองทอผ้าและทำไม้กวาดได้ และถนนเขาน้ำตกซึ่งเรียกกันว่า "ถนนข้าวแคบ" ยังมีบ้านเรือนเก่าและร้านทำข้าวแคบให้ชม ในปี 2558 ททท. สำนักงานแพร่จัดโครงการปั่นจักรยานเที่ยวเมืองลับแล ให้ยืมจักรยานฟรีพร้อมแผนที่และจุดประทับตรา ซึ่งกลายเป็นรูปแบบการเที่ยวเมืองที่นิยมมาจนปัจจุบัน
ผู้มาเยือนควรขออนุญาตก่อนเข้าชมบ้านเก่าที่ยังมีคนอยู่ แต่งกายสุภาพเมื่อเข้าวัด และอุดหนุนผ้าทอ ไม้กวาด และผลไม้จากชาวบ้านโดยตรง เพื่อให้วิถีของเมืองในตำนานแห่งนี้ยังคงอยู่
- ก่อนสมัยสุโขทัยชุมชนในเมืองโบราณทุ่งยั้ง พบกลองมโหระทึกและพร้าสำริด
- สมัยสุโขทัยทุ่งยั้งเป็นเมืองหน้าด่านขึ้นกับเมืองเชลียง
- สมัยสุโขทัยตอนปลายสร้างวัดพระบรมธาตุทุ่งยั้ง เจดีย์ทรงลังกาสูงราว 40 เมตร
- สมัยอยุธยาวัดพระบรมธาตุทุ่งยั้งเป็นที่ประกอบพิธีถือน้ำพระพิพัฒน์สัตยา
- 2229หนังสือทูตตอบสมัยพระนารายณ์ระบุเมืองลับแลขึ้นกับเมืองพิชัย
- 2299พระราชกำหนดเก่ากล่าวถึงแขวงเมืองลับแล
- สมัยรัชกาลที่ 3ไทพวนถูกกวาดต้อนมาตั้งถิ่นฐานในลับแล
ดูอีก 15 เหตุการณ์
- 2404ทองอิน (ต่อมาคือพระศรีพนมมาศ) เกิด
- 2431ทองอินเป็นนายอากรสุราที่หาดเสี้ยว
- 2444รัชกาลที่ 5 เสด็จเมืองลับแล (บางแหล่งว่า 2445) ทองอินเป็นแม่งานรับเสด็จ
- 2451วิหารวัดพระแท่นศิลาอาสน์ถูกไฟไหม้และบูรณะใหม่
- 2464พระศรีพนมมาศถึงแก่กรรม
- ราว 2479นายมี หอมตัน ปลูกต้นทุเรียนที่ต่อมาเป็นหลงลับแล
- 2493นายหลิน ปันลาด ปลูกต้นทุเรียนหลินลับแล
- 2519มณเฑียร ดีแท้ เรียบเรียงตำนานเมืองลับแล (เมืองแม่ม่าย)
- 2520หลวงพ่ออู่ทอง พระทองคำวัดดงสระแก้วถูกโจรกรรม
- 252120 ก.ย. รับรองพันธุ์ทุเรียนหลงลับแล
- 254922–23 พ.ค. ฝน 330 มม. น้ำป่าดินโคลนถล่มลับแลและอุตรดิตถ์
- 2549วัดพระแท่นศิลาอาสน์ได้รับยกเป็นพระอารามหลวง
- 2558ททท. จัดโครงการปั่นจักรยานเที่ยวเมืองลับแล
- 255920 เม.ย. ไฟป่าไหม้สวนทุเรียนแม่พูล ต้นพ่อแม่พันธุ์อายุร้อยปีเสียหาย
- 2561พบตำนานพระเจ้ายอดคำทิพย์ที่วัดท้องลับแล






เช็คอินและรูปจากนักเที่ยว
ไปถึงแล้วกดเช็คอิน เก็บตราประทับ และบอกคนอื่นว่าตอนนี้ที่นี่เป็นยังไง
ตรวจก่อนว่าคุณอยู่ในระยะเช็คอินไหม จะได้ไม่ต้องกรอกเสียเปล่า
ต้องเปิดตำแหน่งและอยู่ใกล้ที่นี่ไม่เกิน 5 กม. · เช็คอินได้วันละ 1 ครั้งต่อสถานที่ · มาหลายวันก็เก็บได้ทุกวัน
ลงรูปได้จากทุกที่ ไม่ต้องอยู่ในระยะเช็คอิน · เลือกได้ครั้งละไม่เกิน 20 รูป · JPG / PNG / WebP · ระบบลบข้อมูลตำแหน่ง GPS ในรูปให้อัตโนมัติ
ไปยังไง
จากตัวเมืองอุตรดิตถ์ใช้ถนนอินใจมี ซึ่งพระศรีพนมมาศสร้างเชื่อ…
ถนนอินใจมี ราว 8 กม.
ตัวเมืองอุตรดิตถ์–ลับแล · ตามอัตรา
ในตัวเมืองลับแล · ยืมที่ศูนย์บริการนักท่องเที่ยว
จากตัวเมืองอุตรดิตถ์ใช้ถนนอินใจมี ไปทางตะวันตกราว 8 กม. ถึงประตูเมืองลับแล
จอดริมถนนและลานรอบซุ้มประตูเมืองลับแล
ปั๊มน้ำมันในตัวอำเภอลับแลและบนถนนอินใจมี
สัญญาณมือถือดีในตัวเมือง
ประตูเมืองชมได้ตลอด · พิพิธภัณฑ์และศูนย์บริการนักท่องเที่ยวเปิดเวลากลางวัน
ราว 8 กม. จากตัวเมืองอุตรดิตถ์
ประตูเมืองลับแล อ.ลับแล อุตรดิตถ์
0 บาท
ที่พักใกล้เมืองลับแล
ราคาโดยประมาณต่อคืน สำหรับ 2 คน (สัปดาห์หน้า) · ราคาจริงขึ้นกับวันที่จอง
ถามบ่อย
ก่อนไปเมืองลับแล
รวมคำตอบที่นักเที่ยวอยากรู้ก่อนออกเดินทาง อ่านจบในนาทีเดียว
เมืองลับแลมีจริงไหม
อำเภอลับแลมีจริงในจังหวัดอุตรดิตถ์ ส่วน "เมืองแม่ม่าย" ที่ห้ามพูดโกหกเป็นตำนานพื้นบ้าน
ลับแลแปลว่าอะไร
ตีความว่า "มองไม่เห็น" หรือมาจาก "ลับแลง" คือเขาบังแดดยามเย็นทำให้มืดเร็ว
ทุเรียนหลงลับแลออกช่วงไหน
ราว พ.ค. – ก.ค. ของทุกปี
ของกินขึ้นชื่อของลับแลคืออะไร
หมี่พัน ข้าวแคบ ก๋วยเตี๋ยวอบ และทุเรียนหลง–หลินลับแล
เที่ยวลับแลใช้เวลาเท่าไหร่
ครึ่งวันถึงหนึ่งวัน รวมวัดพระแท่นศิลาอาสน์และวัดพระบรมธาตุทุ่งยั้ง

พร้อมออกเดินทางไปเมืองลับแลหรือยัง
วันที่ดีที่สุดในสัปดาห์นี้คือ พุธ 28 ต.ค. · เช็คอินเมื่อไปถึงเพื่อเก็บแสตมป์
