ศ. 23 ต.ค. 2569 00:58 น.
เข้าสู่ระบบ
วัดเจดีย์หลวงวรวิหาร
เชียงใหม่ · ต.พระสิงห์ อ.เมืองเชียงใหม่310 ม.13 ภาพวัดเปิดทุกวัน

พระอารามหลวง · กลางเวียงเชียงใหม่

วัดเจดีย์หลวงวรวิหาร

พระอารามหลวงกลางเวียงเชียงใหม่ มีเจดีย์ก่ออิฐใหญ่ที่สุดในล้านนา สร้างราว พ.ศ. 1934 ยอดพังจากแผ่นดินไหวปี 2088 เคยประดิษฐานพระแก้วมรกต และเป็นที่ตั้งเสาอินทขิล หลักเมืองเชียงใหม่

สดวันนี้ · ศุกร์ 23 ต.ค.00:58 น.
8.6จาก 10
ไปได้

วันหยุด / มีงาน คนแน่น · อากาศร้อน ช่วงบ่าย รู้สึกเหมือน 38°C

9เช้า
8.3สาย
8บ่าย
8.9เย็น
ขึ้น 06:20
วันหยุด รถติดช่วงทางขึ้นและที่จอดเต็มเร็ว ควรออกเช้า
เหมาะกับประวัติศาสตร์ล้านนา สถาปัตยกรรม ไหว้พระ
ช่วงที่ดีพ.ย.–ก.พ. เช้าหรือเย็น
ความสูงเจดีย์ราว 42 ม. (เดิมราว 80 ม.)
ค่าเข้าคนไทยฟรี ต่างชาติ 50 บาท
ใช้เวลา1–1.5 ชม.
เดินทางจากประตูท่าแพเดินราว 15 นาที
ช่วงที่ดีที่สุดพ.ย. – ก.พ.
ก่อนไปวัด

เรื่องที่ควรรู้ก่อนเข้าวัด

การแต่งกายและมารยาท

แต่งกายปิดไหล่และเข่า · ถอดรองเท้าก่อนเข้าวิหาร · เดินรอบเจดีย์ตามเข็มนาฬิกา · อย่าปีนบันไดนาคหรือฐานเจดีย์

เวลาเปิด

ราว 06:00–18:00 (ป้อมขายตั๋วอาจปิดก่อน) · Monk Chat ราว 09:00–18:00

ช่วงคนน้อย

ก่อน 09:00 คนน้อยและแดดยังไม่แรง

งานประเพณี

ประเพณีเข้าอินทขิล (ใส่ขันดอก) แรม 13 ค่ำเดือน 8 – ขึ้น 4 ค่ำเดือน 9 ล้านนา ราวปลาย พ.ค.–ต้น มิ.ย.

ไฮไลต์ห้ามพลาด

พระเจดีย์หลวง01
พระเจดีย์หลวงเจดีย์ก่ออิฐใหญ่ที่สุดในล้านนา ยอดพังปี 2088
ช้างรอบฐานเจดีย์02
ช้างรอบฐานเจดีย์ช้างปูนปั้นค้ำองค์เจดีย์ 28 เชือก
พระเจ้าอัฏฐารส03
พระเจ้าอัฏฐารสพระยืนสำริด 18 ศอกในวิหารหลวง
เสาอินทขิล04
เสาอินทขิลหลักเมืองเชียงใหม่และต้นยางสามต้น
เช็กก่อนไป

7 วันข้างหน้า
ไปวันไหนดี

7/7วันที่ไปได้
ในสัปดาห์นี้
ความปลอดภัยวันนี้ · ไม่พบเหตุที่ต้องระวัง
อากาศรุนแรงไม่มีแผ่นดินไหวไม่มีใน 48 ชม.ภัยพิบัติใหญ่ไม่มีประกาศสถานที่ไม่มี

แตะการ์ดวันที่อยากไป เพื่อดูรายละเอียดอากาศ ฝน ฝุ่น และรายชั่วโมงของวันนั้น

รายละเอียดรายวันศุกร์ 23 ต.ค.
ไปได้ · 8.6/10

ช่วงที่ควรไป ไปได้ทั้งวัน ฝนน้อยตลอดช่วงกลางวัน

คะแนนรายช่วง
เช้า 05–099
สาย 09–128.3แดดแรง UV 8
บ่าย 12–168แดดแรง UV 8
เย็น 16–198.9

วันหยุด รถติดช่วงทางขึ้นและที่จอดเต็มเร็ว ควรออกเช้า

ท้องฟ้าและวิว
ฟ้าใส / วิวชัด10/10
ทัศนวิสัย26 กม.
เมฆปกคลุม4%
ฝนและพายุ
โอกาสฝน0%
ปริมาณฝน0 มม.
ความชื้น59%
ฟ้าผ่าไม่มีสัญญาณ
ร่างกายและอากาศ
รู้สึกเหมือน38°C
ดัชนี UV8
ลมกระโชก~21 กม./ชม.
ฝุ่น PM2.515 µg/m³
เวลาและผู้คน
พระอาทิตย์ขึ้น06:20
พระอาทิตย์ตก17:55
คนแน่นคนแน่นมาก (วันหยุดนักขัตฤกษ์)

ทีละชั่วโมง

อุณหภูมิโอกาสฝนช่วงที่คิดคะแนน
พระอาทิตย์ขึ้น 06:20พระอาทิตย์ตก 17:5506:00 ฝน 0%07:00 ฝน 0%08:00 ฝน 0%09:00 ฝน 0%10:00 ฝน 0%11:00 ฝน 0%12:00 ฝน 0%13:00 ฝน 0%14:00 ฝน 0%15:00 ฝน 0%16:00 ฝน 0%17:00 ฝน 0%18:00 ฝน 0%19:00 ฝน 0%20:00 ฝน 0%24°0624°0726°0828°0929°1031°1132°1232°1333°1433°1533°1632°1731°1830°1928°20
เวลาอุณหภูมิโอกาสฝน
24°0%
24°0%
26°0%
28°0%
29°0%
31°0%
32°0%
32°0%
33°0%
33°0%
33°0%
32°0%
31°0%
30°0%
28°0%

แถบสีเขียว = ช่วงเวลาที่ใช้คิดคะแนน

ทำความรู้จัก

วัดเจดีย์หลวงวรวิหาร

วัดเจดีย์หลวงวรวิหาร พระอารามหลวงกลางเวียงเชียงใหม่ ที่ตั้งของเจดีย์ก่ออิฐใหญ่ที่สุดในล้านนาและเสาอินทขิล หลักเมืองเชียงใหม่

จังหวะเที่ยวใน 1 วัน
  1. ทำบุญตอนเช้า ลานเจดีย์ยังเย็น
  2. Monk Chat และเดินรอบเจดีย์
  3. แดดแรง ลานเจดีย์ร้อน
  4. แสงเย็นส่ององค์เจดีย์
  5. ไฟส่องเจดีย์ยามค่ำ (มองจากด้านนอก)

ควรถึง ก่อน 09:00 คนน้อยและแดดยังไม่แรง

มุมถ่ายรูปเด็ด
  • มุมทิศตะวันออกของเจดีย์องค์เจดีย์เต็มองค์กับบันไดนาคเช้า
  • มุมช้างที่ฐานช้างปูนปั้นกับฟ้าบ่าย
  • หน้าวิหารหลวงหลังคาวิหารซ้อนกับเจดีย์เย็น
  • ลานเจดีย์ยามค่ำเจดีย์ต้องไฟค่ำ

ก่อนออกเดินทาง

ข้อควรรู้เฉพาะที่นี่

แต่งกาย

ต้องปิดไหล่และเข่า ถ้าไม่พร้อมมีผ้าถุงให้ยืม

ห้ามขึ้นเจดีย์

บันไดนาครอบเจดีย์ห้ามปีนขึ้น

วิหารอินทขิล

ตามธรรมเนียมเดิมห้ามผู้หญิงเข้าในวิหาร

แดด

ลานรอบเจดีย์ไม่มีร่ม พกหมวกและน้ำ

เช็กลิสต์ของที่ควรพก
ทิปจากคนเคยไป
  1. เดินรอบเจดีย์ตามเข็มนาฬิกา แล้วลองเทียบด้านทิศเหนือ ที่ยังมีปูนปั้นเดิม กับด้านอื่นที่บูรณะใหม่
  2. ซุ้มทิศตะวันออกคือตำแหน่งเดิมของพระแก้วมรกต ปัจจุบันมีพระหยกดำแทน
  3. ช่วงเย็นมีไฟส่องเจดีย์ ถ่ายรูปสวยหลังพระอาทิตย์ตก
  4. Monk Chat อยู่ใต้ต้นไม้ทางทิศเหนือ ถามเรื่องศาสนาหรือชีวิตพระได้
ค่าเข้า

ผู้ใหญ่ 0 บาท · ใช้เวลาเที่ยว 1–1.5 ชั่วโมง

คนแน่นช่วงไหน

สุดสัปดาห์ช่วง พ.ย.–ก.พ. วันวิสาขบูชา อาสาฬหบูชา และช่วงประเพณีใส่ขันดอก

ค่าใช้จ่ายโดยประมาณ
ค่าเข้าชม ชาวต่างชาติ ไม่บังคับ40 ฿/คน
จอดมอเตอร์ไซค์ในวัด ไม่บังคับ20 ฿/คัน
รถแดงในเมืองเชียงใหม่ ไม่บังคับ30 ฿/คน

ค่าเข้าชมจ่ายเงินสด · ราคาอาจเปลี่ยนตามฤดูกาล ควรเช็กกับสถานที่

เหมาะกับใคร
  • มีเด็ก เหมาะ ลานกว้างเดินสบาย เด็กชอบดูช้างที่ฐานเจดีย์
  • ผู้สูงอายุ ทางเดินราบเกือบทั้งวัด มีที่นั่งพักใต้ต้นไม้
  • วีลแชร์ ลานรอบเจดีย์เป็นทางราบ แต่ทางขึ้นวิหารมีขั้นบันได
  • สัตว์เลี้ยง วัดไม่อนุญาตให้นำสัตว์เลี้ยงเข้าเขตพุทธาวาส
กินอะไรดี
  • ถนนคนเดินวันอาทิตย์ (ถ.ราชดำเนิน)อาหารเหนือ ของกินเล่น เย็นวันอาทิตย์
  • ร้านข้าวซอยรอบเมืองเก่าข้าวซอย ขนมจีนน้ำเงี้ยว
  • คาเฟ่ถนนพระปกเกล้ากาแฟดอยและเบเกอรี่
มารยาทที่นี่
  • แต่งกายปิดไหล่และเข่า
  • ถอดรองเท้าก่อนเข้าวิหาร
  • เดินรอบเจดีย์ตามเข็มนาฬิกา
  • อย่าปีนบันไดนาคหรือฐานเจดีย์
  • อย่าหันเท้าเข้าหาพระพุทธรูป
  • ผู้หญิงไม่เข้าในวิหารอินทขิล
ข้อควรระวังเพิ่มเติม
  • ลานรอบเจดีย์ร้อนมากช่วงเที่ยง
  • พื้นหินลื่นเมื่อฝนตก
  • ระวังกระเป๋าในช่วงงานประเพณีที่คนแน่น
ช่วงพิเศษ / เทศกาล

ประเพณีเข้าอินทขิล (ใส่ขันดอก) แรม 13 ค่ำเดือน 8 – ขึ้น 4 ค่ำเดือน 9 ล้านนา ราวปลาย พ.ค.–ต้น มิ.ย.

เบอร์ฉุกเฉิน
ช่วงเวลาที่เหมาะ

ไปเดือนไหนดี

แตะแต่ละเดือนบนวงล้อเพื่อดูอากาศ ฝน ฝุ่น และความหนาแน่นของคน จากสถิติย้อนหลัง 10 ปี

ม.ค.ก.พ.มี.ค.เม.ย.พ.ค.มิ.ย.ก.ค.ส.ค.ก.ย.ต.ค.พ.ย.ธ.ค.
ตุลาคมพอได้อบอุ่น 22–29°C
ฝนมาก
ฝุ่นควันดี
คนแน่นน้อย–ปานกลาง
สถานะพอได้
ฝนเริ่มซา ออกพรรษา

ช่วงที่ดีที่สุด · พ.ย.–ก.พ. อากาศเย็นสบาย ฟ้าใส เดินรอบเจดีย์กลางแจ้งได้ไม่ร้อนมาก · ปลาย พ.ค.–ต้น มิ.ย. มีประเพณีใส่ขันดอกเข้าอินทขิล

ควรระวัง · มี.ค.–เม.ย. ร้อนจัดและหมอกควัน PM2.5 สูง ลานรอบเจดีย์ไม่มีร่มเงา · ก.ค.–ก.ย. ฝนตกบ่อย ช่วงบ่าย

สถิติอากาศจริงย้อนหลัง 2016–2025
ปริมาณฝน (มม.)วันฟ้าโปร่ง
มกราคมอุณหภูมิ17–27°Cฝนเฉลี่ย20 มม.วันฝนตก4 วันฟ้าโปร่ง20 วันPM2.521 · ปานกลาง27°
17°
ม.ค.
กุมภาพันธ์อุณหภูมิ18–30°Cฝนเฉลี่ย26 มม.วันฝนตก2 วันฟ้าโปร่ง23 วันPM2.524 · ปานกลาง30°
18°
ก.พ.
มีนาคมอุณหภูมิ21–34°Cฝนเฉลี่ย9 มม.วันฝนตก2 วันฟ้าโปร่ง24 วันPM2.532 · ปานกลาง34°
21°
มี.ค.
เมษายนอุณหภูมิ23–35°Cฝนเฉลี่ย59 มม.วันฝนตก7 วันฟ้าโปร่ง20 วันPM2.528 · ปานกลาง35°
23°
เม.ย.
พฤษภาคมอุณหภูมิ24–34°Cฝนเฉลี่ย206 มม.วันฝนตก18 วันฟ้าโปร่ง7 วันPM2.516 · ปานกลาง34°
24°
พ.ค.
มิถุนายนอุณหภูมิ24–31°Cฝนเฉลี่ย240 มม.วันฝนตก26 วันฟ้าโปร่ง1 วันPM2.58 · ดีมาก31°
24°
มิ.ย.
กรกฎาคมอุณหภูมิ24–30°Cฝนเฉลี่ย365 มม.วันฝนตก28 วันฟ้าโปร่ง1 วันPM2.58 · ดีมาก30°
24°
ก.ค.
สิงหาคมอุณหภูมิ23–29°Cฝนเฉลี่ย411 มม.วันฝนตก30 วันฟ้าโปร่ง0 วันPM2.59 · ดีมาก29°
23°
ส.ค.
กันยายนอุณหภูมิ23–30°Cฝนเฉลี่ย336 มม.วันฝนตก25 วันฟ้าโปร่ง1 วันPM2.511 · ดีมาก30°
23°
ก.ย.
ตุลาคมอุณหภูมิ22–29°Cฝนเฉลี่ย179 มม.วันฝนตก18 วันฟ้าโปร่ง8 วันPM2.515 · ดีมาก29°
22°
ต.ค.
พฤศจิกายนอุณหภูมิ20–29°Cฝนเฉลี่ย67 มม.วันฝนตก9 วันฟ้าโปร่ง15 วันPM2.515 · ดีมาก29°
20°
พ.ย.
ธันวาคมอุณหภูมิ17–27°Cฝนเฉลี่ย25 มม.วันฝนตก3 วันฟ้าโปร่ง20 วันPM2.520 · ปานกลาง27°
17°
ธ.ค.

ต.ค. ตามสถิติ 22–29°C · ฝนเฉลี่ย 179 มม. (18 วันฝนตก) · ฟ้าโปร่ง 8 วัน · PM2.5 เฉลี่ย 15

เรื่องเล่าและประวัติ

เรื่องราวของที่นี่

วัดเจดีย์หลวงวรวิหาร เป็นพระอารามหลวงชั้นโท ชนิดวรวิหาร ตั้งอยู่เลขที่ 103 ถนนพระปกเกล้า กลางเวียงเก่าเชียงใหม่ ห่างประตูท่าแพราว 1 กิโลเมตร มีพื้นที่ราว 32 ไร่ หัวใจของวัดคือพระเจดีย์หลวง หรือที่คนเมืองเรียกว่า "กู่หลวง" เจดีย์ก่ออิฐที่ใหญ่ที่สุดในล้านนา แม้ส่วนยอดจะพังลงตั้งแต่แผ่นดินไหวเมื่อ พ.ศ. 2088 แต่ทุกวันนี้องค์เจดีย์ยังสูงราว 42 เมตร และมีฐานกว้างราว 60 เมตร นอกจากนี้วัดยังเป็นที่ตั้งของเสาอินทขิล หลักเมืองเชียงใหม่ และเป็นศูนย์กลางของพระสงฆ์ธรรมยุตในภาคเหนือ

อ่านต่ออีก 32 ย่อหน้า

ชื่อเดิมของวัดคือ "วัดโชติการาม" แปลว่าอารามที่รุ่งเรืองสว่างไสว มีตำนานเล่าที่มาไว้สองแบบ แบบแรกเล่าว่าเคยจุดผ้าชุบน้ำมันเป็นประทีปบนองค์เจดีย์จนแสงสว่างไปไกล อีกแบบเล่าว่ารูปทรงเจดีย์ที่สูงชะลูดดูคล้ายเชิงเทียน เอกสารล้านนาเรียกองค์เจดีย์ว่า "ราชกูฏ" หรือ "กู่หลวง" บางแห่งเรียก "ราชกุฏาคาร" ภายหลังจึงเรียกกันว่าวัดเจดีย์หลวง เพราะคำว่า "หลวง" ในภาษาเหนือแปลว่าใหญ่

ตำนานวัดเล่าย้อนไปไกลกว่าการสร้างเมืองเชียงใหม่ ว่าในสมัยพระเจ้าอโศกมหาราช สมณทูต 8 รูป นำโดยพระโสณะและพระอุตตระ เดินทางมาเผยแผ่พระศาสนาในสุวรรณภูมิ และนำพระบรมธาตุมาบรรจุในเจดีย์องค์เล็กสูง 3 ศอก ณ ที่แห่งนี้ ชายชราอายุ 120 ปีผู้หนึ่งทำนายว่าที่นี่จะกลายเป็นอารามใหญ่ชื่อโชติการาม ชาวลัวะจึงสร้างเจดีย์ไว้สักการะ เรื่องนี้เป็นตำนานที่ไม่มีหลักฐานทางโบราณคดียืนยัน แต่สะท้อนว่าคนเชียงใหม่ถือว่าที่นี่ศักดิ์สิทธิ์มาแต่เดิม

ตามตำนานพื้นเมืองเชียงใหม่ พญาแสนเมืองมา กษัตริย์ราชวงศ์มังรายองค์ที่ 7 โปรดให้สร้างเจดีย์องค์นี้เมื่อ พ.ศ. 1934 เพื่อบรรจุพระบรมธาตุและอุทิศแด่พญากือนาผู้เป็นพระราชบิดา ขณะนั้นพระองค์ครองราชย์มาได้ราว 16 ปี แต่เอกสารแต่ละฉบับระบุปีไม่ตรงกัน นักวิชาการจึงมักบอกเป็นช่วง พ.ศ. 1928–1945 พญาแสนเมืองมาสวรรคตก่อนงานเสร็จ พระนางติโลกจุฑาราชเทวีพระมเหสีจึงสร้างต่อ

ชินกาลมาลีปกรณ์เล่ารายละเอียดต่างออกไปเล็กน้อย ว่าพญากือนามีพระประสงค์จะสร้างเจดีย์ใหญ่ เมื่อพญาแสนเมืองมาได้ครองเมืองจึงโปรดให้สร้างเจดีย์สูงใหญ่กลางเวียง ให้สูงจนพระราชบิดาบนสวรรค์มองเห็นได้ และหุ้มเรือนธาตุด้วยแผ่นทองคำจำนวนมาก พระนางติโลกจุฑาราชเทวีสร้างต่อแต่ยังไม่แล้ว ตำนานบางฉบับจึงว่าพญาสามฝั่งแกนเป็นผู้สร้างจนสำเร็จ ใช้เวลาราว 5 ปี

ครั้งที่สำคัญที่สุดเกิดในสมัยพระเจ้าติโลกราช เมื่อ พ.ศ. 2022 พระองค์โปรดให้หมื่นด้ำพร้าคตขยายองค์เจดีย์ให้ใหญ่ขึ้น และเปลี่ยนจากทรงห้ายอดเป็นยอดเดียว เมื่อเสร็จแล้วเจดีย์สูงราว 80–82 เมตร (บางแหล่งว่าราว 90 เมตร) ฐานกว้างราว 54 เมตร นับเป็นสิ่งก่อสร้างที่สูงที่สุดในล้านนายุคนั้น และสูงที่สุดในเมืองเชียงใหม่มาอีกหลายร้อยปี

พงศาวดารโยนกเล่าว่าช่างในครั้งนั้นได้ต้นแบบมาจากโลหะปราสาทและมหาเจดีย์รัตนมาลีในลังกา และได้บรรจุพระบรมสารีริกธาตุที่มาจากลังกาไว้ภายใน รอบฐานมีช้างปูนปั้นโผล่ครึ่งตัวออกมาเหมือนแบกองค์เจดีย์ไว้ ตามคติว่าช้างเป็นผู้ค้ำจุนพระศาสนา ปัจจุบันเหลือช้าง 28 เชือก ส่วนใหญ่ถูกปั้นขึ้นใหม่ตอนบูรณะ ในจำนวนนี้มี 8 เชือกที่มีชื่อเรียกเฉพาะ บันไดนาคทั้งสี่ทิศพาขึ้นไปยังซุ้มจระนำกลางองค์เจดีย์

บทความในวารสารปณิธาน (2565) ตีความว่าการขยายเจดีย์ครั้งนี้สะท้อน "คติจักรพรรดิราช" ของพระเจ้าติโลกราช องค์ประกอบอย่างยอดเดียวทรงกระพุ่ม ช้างและสิงห์ล้อมฐาน พระพุทธรูปปางสมาธิใต้ต้นโพธิ์ในซุ้มจระนำ และการนำพระแก้วมรกตมาประดิษฐาน ล้วนจำลองมหาโพธิมณฑล ศูนย์กลางจักรวาลตามคติพุทธ เพื่อเสริมพระราชอำนาจของกษัตริย์ในฐานะธรรมราชา ผู้เขียนระบุว่านี่เป็นการตีความเชิงสัญลักษณ์ ไม่ใช่ข้อยุติ

ช่วง พ.ศ. 2011–2094 องค์พระแก้วมรกตเคยประดิษฐานอยู่ในซุ้มจระนำด้านทิศตะวันออกของเจดีย์หลวง พระเจ้าติโลกราชอัญเชิญมาจากลำปาง และพระแก้วมรกตอยู่ที่เชียงใหม่ราว 80 ปี จนถึง พ.ศ. 2094 พระไชยเชษฐาธิราชซึ่งได้ครองล้านนาอยู่ช่วงสั้น ๆ ได้อัญเชิญไปหลวงพระบาง ต่อมาย้ายไปเวียงจันทน์ และในที่สุดมาประดิษฐานที่กรุงเทพฯ ในสมัยรัชกาลที่ 1

กษัตริย์ล้านนารุ่นหลังทำนุบำรุงวัดต่อมา พญายอดเชียงรายปิดทองซุ้มจระนำ ส่วนพญาแก้ว (พระเมืองแก้ว) บูรณะส่วนฐาน ปิดทององค์เจดีย์ สร้างหอพระแก้ว และสร้างกำแพงล้อมสามชั้น ยุคนี้ถือเป็นยุคที่เจดีย์หลวงงดงามที่สุด

รอบพระเจดีย์ในอดีตมีวัดหรือ "สังฆาวาส" ล้อมอยู่หลายแห่ง เช่น วัดหอธรรม และวัดสบขมิ้น (ปัจจุบันมักเขียนว่าวัดสุกมิ้น) ซึ่งต่อมารวมเป็นวัดเจดีย์หลวงวัดเดียว งานวิจัยในวารสาร PCJ เสนอว่าคติให้สังฆาวาสหลายแห่งช่วยกันดูแลพระมหาธาตุมีมาในล้านนากว่า 500 ปี และวัดเจดีย์หลวงอาจเคยเป็นวัดหลักของนิกายป่าแดง แต่ข้อหลังยังเป็นข้อสันนิษฐาน

พ.ศ. 2088 ในรัชสมัยพระนางมหาเทวีจิรประภา เกิดแผ่นดินไหวรุนแรงในเชียงใหม่ ส่วนยอดเจดีย์ที่สูงราว 30 เมตรพังทลายลงมา นับจากนั้นก็ไม่มีใครสร้างยอดขึ้นใหม่ องค์เจดีย์ที่เหลือจึงสูงราว 42 เมตรอย่างที่เห็นในปัจจุบัน

หลังพม่าตีเชียงใหม่ได้เมื่อ พ.ศ. 2101 วัดยังคงมีพระสงฆ์อยู่ จารึกที่ฐานพระพุทธรูปในอุโบสถเก่าลงปี พ.ศ. 2130 สมัยนรธามังช่อ กล่าวถึง "เจ้าอธิปติวัดเจติยหลวง" และมหาสังฆราชาที่เป็นประธานสงฆ์ของวัด ส่วนระฆังวัดที่หล่อเมื่อ พ.ศ. 2169 ยังแขวนอยู่บนหอระฆังทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของเจดีย์ แต่ตลอดยุคพม่าไม่มีผู้ครองนครคนใดสร้างยอดเจดีย์ขึ้นใหม่ได้

ปลายยุคพม่าปกครอง สงครามทำให้เชียงใหม่ถูกทิ้งร้างไปราว 20 ปี จน พ.ศ. 2339 พระเจ้ากาวิละ ซึ่งร่วมกับกองทัพสยามขับไล่พม่าออกไป จึงกลับมาฟื้นเมืองขึ้นใหม่ วัดเจดีย์หลวงที่อยู่กลางเวียงก็ได้รับการฟื้นฟูไปพร้อมกับเมือง

ตำนานเสาอินทขิลเล่าว่าเดิมแผ่นดินนี้เป็นเมืองของชาวลัวะ ถูกผีร้ายรบกวนจนผู้คนเดือดร้อน พระอินทร์จึงให้ชาวเมืองถือศีลรักษาสัตย์ แล้วบันดาลบ่อเงิน บ่อทอง และบ่อแก้วขึ้นกลางเมือง ให้เศรษฐีลัวะ 9 ตระกูลดูแล เมื่อความมั่งคั่งเลื่องลือ เมืองอื่นจึงยกทัพมาขอแบ่ง พระอินทร์จึงให้กุมภัณฑ์สองตน คือพญายักขราชและพญาอมรเทพ หามเสาอินทขิลมาฝังไว้กลางเวียงนพบุรีเพื่อป้องกันเมือง

ต่อมาผู้คนละโมบ ข้าศึกแปลงตัวเป็นพ่อค้ามาขอสมบัติ กุมภัณฑ์โกรธจึงหามเสากลับขึ้นสวรรค์ บ่อทั้งสามก็เสื่อมไป ชาวลัวะผู้เฒ่าคนหนึ่งเสียใจจนออกบวชบำเพ็ญภาวนาใต้ต้นยางนานสามปี พระเถระทำนายว่าบ้านเมืองจะวิบัติ และแนะนำให้หล่อกระทะใหญ่ ใส่รูปสัตว์และรูปคนนานาภาษาฝังลงดิน แล้วตั้งเสาอินทขิลไว้เบื้องบนพร้อมทำพิธีบูชา พิธีนี้คือที่มาของประเพณีใส่ขันดอกที่สืบมาถึงทุกวันนี้

ประวัติที่เล่าต่อกันมาระบุว่า พ.ศ. 2343 พระเจ้ากาวิละย้ายเสาอินทขิลจากวัดอินทขิลสะดือเมือง (ใกล้อนุสาวรีย์สามกษัตริย์ในปัจจุบัน) มาไว้ที่วัดเจดีย์หลวง สร้างวิหารครอบ ปลูกต้นยางสามต้นไว้คู่เสา และปั้นรูปกุมภัณฑ์กับรูปฤๅษีไว้ข้างวิหาร ต้นยางทั้งสามวันนี้อายุกว่า 200 ปี ชาวเชียงใหม่ถือเป็นไม้ค้ำเมือง แต่บทความในมติชนสุดสัปดาห์ชี้ว่านักวิชาการยังไม่พบหลักฐานยืนยันเรื่องการย้ายเสา และยังถกเถียงกันว่า "อินทขีล" ในยุคล้านนาหมายถึงหลักเมือง หรือหมายถึงเสาประตูและเขตแดนเมือง

การถกเถียงนี้มีที่มาจากเสาอินทขีลอีกต้นที่พบในห้องเล็กข้างประตูท่าแพ บนเสามีจารึกคาถาและตัวเลข 829 ซึ่งถ้าเป็นจุลศักราชจะตรงกับ พ.ศ. 2010 สมัยพระเจ้าติโลกราช เสาต้นนี้ถูกย้ายไปเก็บที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติเชียงใหม่เมื่อ พ.ศ. 2529 ก่อนบูรณะประตูท่าแพ นักวิชาการบางท่านเห็นว่าคาถาบนยันต์อาจใหม่กว่านั้นมาก จึงยังไม่มีข้อสรุป

วิหารอินทขิลได้รับการซ่อมในสมัยพระเจ้าอินทวิชยานนท์ราว พ.ศ. 2423 และเมื่อวิหารทรุดโทรม ครูบาขาวปีได้สร้างวิหารหลังใหม่เมื่อ พ.ศ. 2496 เป็นวิหารจตุรมุขแบบล้านนา ตัวเสาฝังอยู่ใต้บุษบกที่ประดิษฐานพระพุทธรูปปางคันธารราษฎร์ (ปางขอฝน) ส่วนที่มองเห็นเป็นเสาอิฐก่อปูนประดับกระจกสีสูงราว 2 เมตร ตามธรรมเนียมเดิมไม่อนุญาตให้ผู้หญิงเข้าในวิหาร

ประเพณีเข้าอินทขิลหรือใส่ขันดอกจัดทุกปีตั้งแต่แรม 13 ค่ำเดือน 8 ถึงขึ้น 4 ค่ำเดือน 9 ตามปฏิทินล้านนา ราวปลายพฤษภาคมถึงต้นมิถุนายน คนเมืองเรียก "เดือน 8 เข้า เดือน 9 ออก" วันแรกจะอัญเชิญพระเจ้าฝนแสนห่า พระพุทธรูปปางคันธารราษฎร์คู่เมือง แห่จากวัดช่างแต้มมาประดิษฐานชั่วคราวที่วัดเจดีย์หลวงให้ผู้คนสรงน้ำขอฝน มีพระสงฆ์ 9 รูปเจริญพุทธมนต์ ผู้คนนำดอกไม้ ธูปเทียน และน้ำขมิ้นส้มป่อยมาใส่ขันรอบวิหาร งานหยุดไปช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง ปัจจุบันเทศบาลนครเชียงใหม่เป็นเจ้าภาพ อย่างปี 2568 จัดวันที่ 23–29 พฤษภาคม และทำบุญออกอินทขิลวันที่ 30

ในยุคเจ้าหลวงเชียงใหม่ พระยาคำฝั้นบูรณะพระอุโบสถ ต่อมาราว พ.ศ. 2423 บันทึกของพระครูญาณลังกา วัดทุงยู ระบุว่าพระเจ้าอินทวิชยานนท์โปรดให้สร้างโรงอุโบสถ สร้างวิหารพระนอน และซ่อมหอมณฑปอินทขิลกับหอกุมภัณฑ์

ในสมัยรัชกาลที่ 5 คณะสงฆ์ธรรมยุตจากกรุงเทพฯ ขึ้นมาเผยแผ่ในเชียงใหม่ และวัดเจดีย์หลวงกลายเป็นศูนย์กลางของธรรมยุตในเมือง ศิลปวัฒนธรรมตั้งข้อสังเกตว่าครูบาศรีวิชัย (พ.ศ. 2421–2481) ผู้บูรณะวัดในล้านนาจำนวนมาก ทั้งวัดพระธาตุหริภุญชัย วัดพระสิงห์ และนำสร้างถนนขึ้นดอยสุเทพ ไม่ได้มาบูรณะวัดกลางเมืองแห่งนี้เลย นักวิชาการสันนิษฐานว่าเป็นเพราะธรรมยุตเข้ามาพร้อมอำนาจการปกครองจากส่วนกลาง กระทบโครงสร้างสงฆ์ล้านนาเดิม และครูบาศรีวิชัยเองก็ถูกกล่าวหาทางสงฆ์หลายครั้งในยุคนั้น แต่ทั้งหมดนี้เป็นเพียงข้อสันนิษฐาน

ระหว่าง พ.ศ. 2471–2481 เจ้าแก้วนวรัฐ เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่องค์สุดท้าย ร่วมกับพระอุบาลีคุณูปมาจารย์ (จันทร์ สิริจนฺโท) บูรณะวัดครั้งใหญ่ วิหารหลวงหลังปัจจุบันสร้างขึ้นใน พ.ศ. 2471 มีบันไดนาคที่หลายคนยกให้เป็นนาคที่งามที่สุดในเชียงใหม่ ส่วนเจ้าคุณอุบาลีฯ ก็เป็นเจ้าอาวาสในช่วงต้นของยุคนี้

หลังเจ้าคุณอุบาลีฯ มรณภาพเมื่อ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2475 พระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต ซึ่งเจ้าคุณอุบาลีฯ นิมนต์มาเชียงใหม่ ได้รักษาการเจ้าอาวาสและจำพรรษาที่วัดนี้ในปี 2475 พอออกพรรษาท่านก็สละตำแหน่งกลับไปธุดงค์ในป่าเขาตามเดิม ลูกศิษย์ที่ท่านบวชให้เพียงรูปเดียวคือหลวงตาเกษ ก็จำพรรษาที่วัดเจดีย์หลวงจนมรณภาพเมื่อ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2512

วัดนี้จึงผูกพันกับพระป่าสายหลวงปู่มั่นมาโดยตลอด หลวงปู่เทสก์ เทสรังสี มาพักใน พ.ศ. 2476 หลวงปู่แหวน สุจิณโณ ญัตติที่นี่ใน พ.ศ. 2480 หลวงปู่เจี๊ยะ จุนโท มาใน พ.ศ. 2483 ส่วนหลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน มาเมื่อ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2545 และวางศิลาฤกษ์วิหารหลวงปู่มั่นในวันรุ่งขึ้น วิหารจตุรมุขบูรพาจารย์ที่สร้างเป็นอนุสรณ์ได้ฉลองเมื่อ 13–14 มกราคม พ.ศ. 2549

ในวิหารหลวงประดิษฐาน "พระเจ้าอัฏฐารส" พระพุทธรูปยืนสำริด ปางห้ามญาติ สูงราว 8 เมตร (18 ศอก) ประวัติวัดเล่าว่าพระนางติโลกจุฑาราชเทวีโปรดให้หล่อขึ้นในช่วงเดียวกับที่สร้างเจดีย์ (บางแหล่งระบุราวปลายคริสต์ศตวรรษที่ 14) นอกจากนี้วัดยังมีวิหารพระนอนอยู่ทางด้านหน้า และพระอุโบสถอีกหลังหนึ่ง

ในอุโบสถเก่ามีพระประธานสำริด ปางมารวิชัย หน้าตักราว 58 นิ้ว ราว พ.ศ. 2490 เคยถูกปั้นปูนซีเมนต์หุ้มกลีบบัวและทาสีทองบรอนซ์ทับ เมื่อทางวัดขออนุญาตสำนักศิลปากรที่ 7 บูรณะใน พ.ศ. 2564–2565 ช่างกะเทาะปูนออกจึงพบจารึกที่ฐานลงปี พ.ศ. 2130 ระบุชื่อผู้สร้างคือปัญญารักสากับภรรยาและมารดา ก่อนหน้านั้นใน พ.ศ. 2535 ยังขุดพบพระพุทธรูปที่ซุ้มจระนำทิศใต้ของเจดีย์ มีจารึกศักราช 930 หรือราว พ.ศ. 2111

กรมศิลปากรประกาศขึ้นทะเบียนวัดเจดีย์หลวงเป็นโบราณสถานเมื่อ 19 เมษายน พ.ศ. 2503 ขุดค้นทางโบราณคดีใน พ.ศ. 2529 และ 2533 แล้วบูรณะองค์เจดีย์ระหว่าง พ.ศ. 2533–2535 ใช้งบประมาณราว 35 ล้านบาท โดยได้รับการสนับสนุนจากยูเนสโกและญี่ปุ่น การขุดแต่งพบบันไดนาคเดิมและอุโมงค์ภายในองค์เจดีย์

อย่างไรก็ตาม การบูรณะครั้งนั้นถูกวิจารณ์มาก เพราะซุ้มจระนำและนาคที่ทำขึ้นใหม่มีลักษณะแบบภาคกลางมากกว่าแบบล้านนา มีเพียงด้านทิศเหนือเท่านั้นที่ยังเหลือปูนปั้นของเดิมอยู่ เวลาเดินรอบเจดีย์ ลองเทียบด้านทิศเหนือกับด้านอื่นดู จะเห็นความต่างได้ชัด

พ.ศ. 2538 เนื่องในวาระครบ 600 ปีพระเจดีย์หลวง ทางวัดอัญเชิญพระพุทธรูปหยกดำ "พระพุทธเฉลิมสิริราช" ขึ้นประดิษฐานในซุ้มจระนำด้านทิศตะวันออก ณ ตำแหน่งเดิมที่พระแก้วมรกตเคยประดิษฐาน เพื่อรำลึกถึงพระแก้วมรกตที่เคยอยู่ที่นี่

วันที่ 28 มีนาคม พ.ศ. 2568 แผ่นดินไหวขนาดใหญ่ในเมียนมาส่งแรงสั่นถึงเชียงใหม่ วัดเจดีย์หลวงเป็นหนึ่งในโบราณสถาน 8 แห่งของเมืองที่ได้รับความเสียหาย เจดีย์สีขาวทางเหนือของอุโบสถและผนังวิหารมีรอยร้าว ซึ่งวิศวกรตรวจแล้วพบว่าร้าวเฉพาะชั้นปูนฉาบ ส่วนเจดีย์หลวงมีอิฐหลุดเล็กน้อย ไม่กระทบโครงสร้าง ผู้ว่าราชการจังหวัดและกรมศิลปากรเข้ามาดูแลการซ่อม นับเป็นแผ่นดินไหวที่เตือนให้นึกถึงครั้ง พ.ศ. 2088 ที่ทำให้ยอดเจดีย์พังลงมา

ทุกวันนี้วัดเจดีย์หลวงยังเป็นวัดที่มีชีวิต มีมหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย วิทยาเขตล้านนา และมีกิจกรรม Monk Chat ให้นักท่องเที่ยวได้คุยกับพระเณรเป็นภาษาอังกฤษทุกวัน ในวัดยังมีเจดีย์บรรจุอัฐิพระพุทธพจนวราภรณ์ (จันทร์ กุสโล) อดีตเจ้าอาวาสที่ประชุมเพลิงเมื่อ พ.ศ. 2553 และมีพิพิธภัณฑ์ขนาดเล็ก

ถ้าอยากเที่ยวให้ได้เรื่องราวครบ แนะนำให้เริ่มจากวิหารหลวงไปไหว้พระเจ้าอัฏฐารส แล้วเดินรอบองค์เจดีย์ตามเข็มนาฬิกา ดูช้างที่ฐานและซุ้มด้านตะวันออกที่เคยเป็นที่ประดิษฐานพระแก้วมรกต จากนั้นไปวิหารอินทขิลกับต้นยางสามต้น และปิดท้ายที่วิหารพระนอนกับมุม Monk Chat ช่วงเช้าแสงจะส่องด้านตะวันออก ส่วนช่วงเย็นจะเห็นแสงไฟส่ององค์เจดีย์

  1. ตามตำนานสมณทูตสมัยพระเจ้าอโศกนำพระธาตุมาบรรจุในเจดีย์องค์เล็ก ชาวลัวะสร้างเจดีย์สักการะ
  2. 1928–1945ช่วงปีที่เอกสารต่างฉบับระบุว่าเริ่มสร้างเจดีย์หลวง
  3. 1934พญาแสนเมืองมาสร้างเจดีย์ อุทิศแด่พญากือนา (ตำนานพื้นเมืองเชียงใหม่)
  4. หลังจากนั้นพระนางติโลกจุฑาราชเทวีสร้างต่อ บางฉบับว่าพญาสามฝั่งแกนสร้างจนเสร็จในราว 5 ปี
  5. ราว 1954หล่อพระเจ้าอัฏฐารส (ตามประวัติวัด)
  6. 2010ปีตามจารึก จ.ศ. 829 บนเสาอินทขีลที่พบข้างประตูท่าแพ (ถ้าอ่านเป็นจุลศักราช)
  7. 2011พระแก้วมรกตมาประดิษฐานที่ซุ้มจระนำทิศตะวันออก
ดูอีก 32 เหตุการณ์
  1. 2022พระเจ้าติโลกราชให้หมื่นด้ำพร้าคตขยายเจดีย์ เป็นยอดเดียว สูงราว 80 เมตร
  2. รัชกาลพญายอดเชียงรายปิดทองซุ้มจระนำ
  3. รัชกาลพญาแก้วบูรณะฐาน ปิดทอง สร้างหอพระแก้ว และกำแพงสามชั้น
  4. 2088แผ่นดินไหวทำให้ยอดเจดีย์ราว 30 เมตรพังลงมา
  5. 2094พระไชยเชษฐาอัญเชิญพระแก้วมรกตไปหลวงพระบาง
  6. 2101พม่ายึดเชียงใหม่ เริ่มยุคพม่าปกครองราว 200 ปี
  7. 2111ปีตามจารึก (ศักราช 930) บนพระพุทธรูปที่ขุดพบในซุ้มทิศใต้
  8. 2130สร้างพระประธานอุโบสถเก่า จารึกกล่าวถึงเจ้าอธิปติวัดเจติยหลวง
  9. 2169หล่อระฆังวัดเจดีย์หลวง
  10. 2339พระเจ้ากาวิละฟื้นเมืองเชียงใหม่
  11. 2343ย้ายเสาอินทขิลมาไว้ที่วัด สร้างวิหารครอบ ปลูกต้นยางสามต้น (ตามประวัติที่เล่าสืบมา)
  12. ราว 2423พระเจ้าอินทวิชยานนท์สร้างอุโบสถ วิหารพระนอน ซ่อมหออินทขิลและหอกุมภัณฑ์
  13. สมัยรัชกาลที่ 5วัดกลายเป็นศูนย์กลางคณะสงฆ์ธรรมยุตในเชียงใหม่
  14. 2471สร้างวิหารหลวงหลังปัจจุบัน
  15. 2471–2481เจ้าแก้วนวรัฐและเจ้าคุณอุบาลีฯ บูรณะวัดครั้งใหญ่
  16. 19 ก.ค. 2475เจ้าคุณอุบาลีฯ มรณภาพ พระอาจารย์มั่นรักษาการเจ้าอาวาสและจำพรรษา
  17. 2480หลวงปู่แหวน สุจิณโณ ญัตติที่วัดเจดีย์หลวง
  18. ราว 2490ปั้นปูนหุ้มพระประธานอุโบสถเก่า
  19. 2496ครูบาขาวปีสร้างวิหารอินทขิลหลังใหม่
  20. 19 เม.ย. 2503กรมศิลปากรขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถาน
  21. 2 ก.ค. 2512หลวงตาเกษ ศิษย์ที่หลวงปู่มั่นบวชให้ มรณภาพที่วัด
  22. 2529ย้ายเสาอินทขีลจากประตูท่าแพไปพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติเชียงใหม่
  23. 2529, 2533ขุดค้นทางโบราณคดีที่เจดีย์หลวง
  24. 2533–2535บูรณะองค์เจดีย์ งบราว 35 ล้านบาท
  25. 2535ขุดพบพระพุทธรูปมีจารึกที่ซุ้มจระนำทิศใต้
  26. 2538ฉลอง 600 ปีเจดีย์ อัญเชิญพระพุทธเฉลิมสิริราช (หยกดำ) ขึ้นซุ้มทิศตะวันออก
  27. 1–2 ก.พ. 2545หลวงตามหาบัวมาวัด และวางศิลาฤกษ์วิหารหลวงปู่มั่น
  28. 13–14 ม.ค. 2549ฉลองวิหารจตุรมุขบูรพาจารย์
  29. 2553ประชุมเพลิงพระพุทธพจนวราภรณ์ (จันทร์ กุสโล) อดีตเจ้าอาวาส
  30. 2564–2565บูรณะพระประธานอุโบสถเก่า พบจารึก พ.ศ. 2130 ที่ฐาน
  31. 28 มี.ค. 2568แผ่นดินไหวเมียนมา เจดีย์ขาวและวิหารร้าวที่ปูนฉาบ เจดีย์หลวงอิฐหลุดเล็กน้อย
  32. 23–30 พ.ค. 2568ประเพณีใส่ขันดอกเข้าอินทขิลประจำปี
พระเจดีย์หลวงยามพลบค่ำ
พระเจดีย์หลวงยามพลบค่ำยามพลบค่ำ เจดีย์หลวงองค์ใหญ่ — ภาพ: Photogoddle / Wikimedia Commons (CC0)
เจดีย์หลวงด้านทิศตะวันออก
เจดีย์หลวงด้านทิศตะวันออกองค์เจดีย์หลวงด้านทิศตะวันออก — ภาพ: Jakub Hałun / Wikimedia Commons (CC BY-SA 4.0)
ช้างปูนปั้นค้ำฐานเจดีย์
ช้างปูนปั้นค้ำฐานเจดีย์ช้างปูนปั้นรอบฐานเจดีย์ — ภาพ: Douglas Perkins / Wikimedia Commons (CC BY 4.0)
เจดีย์หลวงที่ยอดหักจากแผ่นดินไหว
เจดีย์หลวงที่ยอดหักจากแผ่นดินไหวเจดีย์หลวงที่ยอดหักจากแผ่นดินไหว พ.ศ. 2088 — ภาพ: Chainwit. / Wikimedia Commons (CC BY 4.0)
วิหารเสาอินทขิล
วิหารเสาอินทขิลวิหารเสาอินทขิล หลักเมืองเชียงใหม่ — ภาพ: Photo Dharma from Sadao, Thailand / Wikimedia Commons (CC BY 2.0)
ประเพณีใส่ขันดอกเข้าอินทขิล
ประเพณีใส่ขันดอกเข้าอินทขิลประเพณีใส่ขันดอกเข้าอินทขิล — ภาพ: Panupong Roopyai / Wikimedia Commons (CC BY-SA 3.0)
วิหารพระนอน
วิหารพระนอนวิหารพระนอน — ภาพ: Christophe95 / Wikimedia Commons (CC BY-SA 4.0)
วิหารหลวงกับองค์เจดีย์
วิหารหลวงกับองค์เจดีย์วิหารหลวงกับองค์เจดีย์ด้านหลัง — ภาพ: Vyacheslav Argenberg / Wikimedia Commons (CC BY 4.0)
พระเจ้าอัฏฐารสในวิหารหลวง
พระเจ้าอัฏฐารสในวิหารหลวงพระอัฏฐารส พระพุทธรูปยืนในวิหาร — ภาพ: Vyacheslav Argenberg / Wikimedia Commons (CC BY 4.0)
บันไดนาคที่บูรณะใหม่
บันไดนาคที่บูรณะใหม่นาคราวบันไดทางขึ้นองค์เจดีย์ — ภาพ: Jakub Hałun / Wikimedia Commons (CC BY-SA 4.0)
นักเที่ยวที่มาแล้ว

เช็คอินและรูปจากนักเที่ยว

ไปถึงแล้วกดเช็คอิน เก็บตราประทับ และบอกคนอื่นว่าตอนนี้ที่นี่เป็นยังไง

0 คนเช็คอินที่นี่แล้ว
    เข้าสู่ระบบเพื่อเช็คอิน

    ต้องเปิดตำแหน่งและอยู่ใกล้ที่นี่ไม่เกิน 0.2 กม. · เช็คอินได้วันละ 1 ครั้งต่อสถานที่ · มาหลายวันก็เก็บได้ทุกวัน

    เข้าสู่ระบบเพื่อลงรูป
    การเดินทาง

    ไปยังไง

    เปิดในแอป Google Maps
    เดินเท้า15 นาที

    จากประตูท่าแพเดินตามถนนราชดำเนินแล้วเลี้ยวซ้ายถนนพระปกเกล้า · ฟรี

    รถแดง10–20 นาที

    เรียกในเมือง บอกไปวัดเจดีย์หลวง · 30–50 บาท

    แอปเรียกรถ15–25 นาที

    Grab / Bolt จากนิมมานฯ หรือสถานีรถไฟ · 60–120 บาท

    จักรยาน/สกูตเตอร์5–10 นาที

    เช่าในเมืองเก่า จอดในวัดได้ · 20 บาทค่าจอด

    ถนน

    อยู่ถนนพระปกเกล้า ระหว่างถนนราชดำเนินกับถนนราชมรรคา ทางเข้าหลักอยู่ด้านถนนพระปกเกล้า มีประตูอีกด้านที่ถนนพระปกเกล้าซอย และถนนราชมรรคา

    ที่จอดรถ

    ลานจอดในวัด (รถยนต์มีที่จำกัด เต็มเร็วช่วงสุดสัปดาห์) จอดมอเตอร์ไซค์ราว 20 บาท

    สัญญาณมือถือ

    4G/5G แรงทั่ววัด

    เวลาเปิด

    ราว 06:00–18:00 (ป้อมขายตั๋วอาจปิดก่อน) · Monk Chat ราว 09:00–18:00

    ระยะทาง

    ราว 1 กม. จากประตูท่าแพ

    ค้นใน Google Maps ด้วยชื่อ

    Wat Chedi Luang Varavihara

    ค่าเข้าชาวต่างชาติ

    50 บาท

    คำถามที่พบบ่อย

    ถามบ่อย
    ก่อนไปวัดเจดีย์หลวงวรวิหาร

    รวมคำตอบที่นักเที่ยวอยากรู้ก่อนออกเดินทาง อ่านจบในนาทีเดียว

    01

    วัดเจดีย์หลวงสร้างเมื่อไร

    ตามตำนานพญาแสนเมืองมาเริ่มสร้างเจดีย์ราว พ.ศ. 1934 และพระเจ้าติโลกราชขยายเมื่อ พ.ศ. 2022

    02

    ทำไมยอดเจดีย์หัก

    แผ่นดินไหวเมื่อ พ.ศ. 2088 ทำให้ยอดราว 30 เมตรพังลงมา และไม่ได้สร้างคืน

    03

    พระแก้วมรกตเคยอยู่ที่นี่จริงไหม

    จริง ประดิษฐานที่ซุ้มทิศตะวันออกราว พ.ศ. 2011–2094 ก่อนถูกอัญเชิญไปหลวงพระบาง

    04

    ค่าเข้าชมเท่าไร

    คนไทยเข้าฟรี ชาวต่างชาติราว 50 บาท (บางช่วงเก็บ 40 บาท)

    05

    ผู้หญิงเข้าวิหารอินทขิลได้ไหม

    ตามธรรมเนียมเดิมไม่อนุญาต แต่ใส่ขันดอกที่ด้านนอกได้

    06

    ประเพณีใส่ขันดอกจัดเมื่อไร

    แรม 13 ค่ำเดือน 8 ถึงขึ้น 4 ค่ำเดือน 9 ล้านนา ราวปลาย พ.ค.–ต้น มิ.ย.

    พร้อมออกเดินทางไปวัดเจดีย์หลวงวรวิหารหรือยัง

    วันที่ดีที่สุดในสัปดาห์นี้คือ พฤหัส 29 ต.ค. · เช็คอินเมื่อไปถึงเพื่อเก็บแสตมป์

    เช็คอินนำทาง