01เรื่องที่ควรรู้ก่อนเข้าวัด
แต่งกายปิดไหล่และเข่า · ถอดรองเท้าก่อนเข้าวิหาร · เดินรอบเจดีย์ตามเข็มนาฬิกา · อย่าปีนบันไดนาคหรือฐานเจดีย์
ราว 06:00–18:00 (ป้อมขายตั๋วอาจปิดก่อน) · Monk Chat ราว 09:00–18:00
ก่อน 09:00 คนน้อยและแดดยังไม่แรง
ประเพณีเข้าอินทขิล (ใส่ขันดอก) แรม 13 ค่ำเดือน 8 – ขึ้น 4 ค่ำเดือน 9 ล้านนา ราวปลาย พ.ค.–ต้น มิ.ย.
ไฮไลต์ห้ามพลาด
01
02
03
047 วันข้างหน้า
ไปวันไหนดี
ในสัปดาห์นี้
แตะการ์ดวันที่อยากไป เพื่อดูรายละเอียดอากาศ ฝน ฝุ่น และรายชั่วโมงของวันนั้น
ช่วงที่ควรไป ไปได้ทั้งวัน ฝนน้อยตลอดช่วงกลางวัน
วันหยุด รถติดช่วงทางขึ้นและที่จอดเต็มเร็ว ควรออกเช้า
ทีละชั่วโมง
แถบสีเขียว = ช่วงเวลาที่ใช้คิดคะแนน
ช่วงที่ควรไป ไปได้ทั้งวัน ฝนน้อยตลอดช่วงกลางวัน
วันหยุด รถติดช่วงทางขึ้นและที่จอดเต็มเร็ว ควรออกเช้า
ทีละชั่วโมง
แถบสีเขียว = ช่วงเวลาที่ใช้คิดคะแนน
ช่วงที่ควรไป ไปได้ทั้งวัน ฝนน้อยตลอดช่วงกลางวัน
วันหยุด รถติดช่วงทางขึ้นและที่จอดเต็มเร็ว ควรออกเช้า
ทีละชั่วโมง
แถบสีเขียว = ช่วงเวลาที่ใช้คิดคะแนน
ช่วงที่ควรไป ช่วงดีที่สุด 06:00–15:00 ฝนน้อย · อาจมีละอองฝนบางช่วง
ไม่มีคำเตือนสำหรับวันนี้ ถนนและสภาพอากาศปกติ
ทีละชั่วโมง
แถบสีเขียว = ช่วงเวลาที่ใช้คิดคะแนน
ช่วงที่ควรไป ช่วงดีที่สุด 06:00–15:00 ฝนน้อย · อาจมีละอองฝนบางช่วง
ไม่มีคำเตือนสำหรับวันนี้ ถนนและสภาพอากาศปกติ
ทีละชั่วโมง
แถบสีเขียว = ช่วงเวลาที่ใช้คิดคะแนน
ช่วงที่ควรไป ไปได้ทั้งวัน ฝนน้อยตลอดช่วงกลางวัน
ไม่มีคำเตือนสำหรับวันนี้ ถนนและสภาพอากาศปกติ
ทีละชั่วโมง
แถบสีเขียว = ช่วงเวลาที่ใช้คิดคะแนน
ช่วงที่ควรไป ไปได้ทั้งวัน ฝนน้อยตลอดช่วงกลางวัน
ไม่มีคำเตือนสำหรับวันนี้ ถนนและสภาพอากาศปกติ
ทีละชั่วโมง
แถบสีเขียว = ช่วงเวลาที่ใช้คิดคะแนน
วัดเจดีย์หลวงวรวิหาร
วัดเจดีย์หลวงวรวิหาร พระอารามหลวงกลางเวียงเชียงใหม่ ที่ตั้งของเจดีย์ก่ออิฐใหญ่ที่สุดในล้านนาและเสาอินทขิล หลักเมืองเชียงใหม่
- ทำบุญตอนเช้า ลานเจดีย์ยังเย็น
- Monk Chat และเดินรอบเจดีย์
- แดดแรง ลานเจดีย์ร้อน
- แสงเย็นส่ององค์เจดีย์
- ไฟส่องเจดีย์ยามค่ำ (มองจากด้านนอก)
ควรถึง ก่อน 09:00 คนน้อยและแดดยังไม่แรง
- มุมทิศตะวันออกของเจดีย์องค์เจดีย์เต็มองค์กับบันไดนาคเช้า
- มุมช้างที่ฐานช้างปูนปั้นกับฟ้าบ่าย
- หน้าวิหารหลวงหลังคาวิหารซ้อนกับเจดีย์เย็น
- ลานเจดีย์ยามค่ำเจดีย์ต้องไฟค่ำ
แกลเลอรี
ภาพจาก Wikimedia Commons และผู้ร่วมเผยแพร่ · เครดิตเต็มดูได้ที่หน้าแบบเดิม
ข้อควรรู้เฉพาะที่นี่
ต้องปิดไหล่และเข่า ถ้าไม่พร้อมมีผ้าถุงให้ยืม
บันไดนาครอบเจดีย์ห้ามปีนขึ้น
ตามธรรมเนียมเดิมห้ามผู้หญิงเข้าในวิหาร
ลานรอบเจดีย์ไม่มีร่ม พกหมวกและน้ำ
- เดินรอบเจดีย์ตามเข็มนาฬิกา แล้วลองเทียบด้านทิศเหนือ ที่ยังมีปูนปั้นเดิม กับด้านอื่นที่บูรณะใหม่
- ซุ้มทิศตะวันออกคือตำแหน่งเดิมของพระแก้วมรกต ปัจจุบันมีพระหยกดำแทน
- ช่วงเย็นมีไฟส่องเจดีย์ ถ่ายรูปสวยหลังพระอาทิตย์ตก
- Monk Chat อยู่ใต้ต้นไม้ทางทิศเหนือ ถามเรื่องศาสนาหรือชีวิตพระได้
ผู้ใหญ่ 0 บาท · ใช้เวลาเที่ยว 1–1.5 ชั่วโมง
สุดสัปดาห์ช่วง พ.ย.–ก.พ. วันวิสาขบูชา อาสาฬหบูชา และช่วงประเพณีใส่ขันดอก
| ค่าเข้าชม ชาวต่างชาติ ไม่บังคับ | 40 ฿/คน |
| จอดมอเตอร์ไซค์ในวัด ไม่บังคับ | 20 ฿/คัน |
| รถแดงในเมืองเชียงใหม่ ไม่บังคับ | 30 ฿/คน |
ค่าเข้าชมจ่ายเงินสด · ราคาอาจเปลี่ยนตามฤดูกาล ควรเช็กกับสถานที่
- มีเด็ก เหมาะ ลานกว้างเดินสบาย เด็กชอบดูช้างที่ฐานเจดีย์
- ผู้สูงอายุ ทางเดินราบเกือบทั้งวัด มีที่นั่งพักใต้ต้นไม้
- วีลแชร์ ลานรอบเจดีย์เป็นทางราบ แต่ทางขึ้นวิหารมีขั้นบันได
- สัตว์เลี้ยง วัดไม่อนุญาตให้นำสัตว์เลี้ยงเข้าเขตพุทธาวาส
- ถนนคนเดินวันอาทิตย์ (ถ.ราชดำเนิน)อาหารเหนือ ของกินเล่น เย็นวันอาทิตย์
- ร้านข้าวซอยรอบเมืองเก่าข้าวซอย ขนมจีนน้ำเงี้ยว
- คาเฟ่ถนนพระปกเกล้ากาแฟดอยและเบเกอรี่
- แต่งกายปิดไหล่และเข่า
- ถอดรองเท้าก่อนเข้าวิหาร
- เดินรอบเจดีย์ตามเข็มนาฬิกา
- อย่าปีนบันไดนาคหรือฐานเจดีย์
- อย่าหันเท้าเข้าหาพระพุทธรูป
- ผู้หญิงไม่เข้าในวิหารอินทขิล
- ลานรอบเจดีย์ร้อนมากช่วงเที่ยง
- พื้นหินลื่นเมื่อฝนตก
- ระวังกระเป๋าในช่วงงานประเพณีที่คนแน่น
ประเพณีเข้าอินทขิล (ใส่ขันดอก) แรม 13 ค่ำเดือน 8 – ขึ้น 4 ค่ำเดือน 9 ล้านนา ราวปลาย พ.ค.–ต้น มิ.ย.
ไปเดือนไหนดี
แตะแต่ละเดือนบนวงล้อเพื่อดูอากาศ ฝน ฝุ่น และความหนาแน่นของคน จากสถิติย้อนหลัง 10 ปี
ช่วงที่ดีที่สุด · พ.ย.–ก.พ. อากาศเย็นสบาย ฟ้าใส เดินรอบเจดีย์กลางแจ้งได้ไม่ร้อนมาก · ปลาย พ.ค.–ต้น มิ.ย. มีประเพณีใส่ขันดอกเข้าอินทขิล
ควรระวัง · มี.ค.–เม.ย. ร้อนจัดและหมอกควัน PM2.5 สูง ลานรอบเจดีย์ไม่มีร่มเงา · ก.ค.–ก.ย. ฝนตกบ่อย ช่วงบ่าย
17°ม.ค.
18°ก.พ.
21°มี.ค.
23°เม.ย.
24°พ.ค.
24°มิ.ย.
24°ก.ค.
23°ส.ค.
23°ก.ย.
22°ต.ค.
20°พ.ย.
17°ธ.ค.
ต.ค. ตามสถิติ 22–29°C · ฝนเฉลี่ย 179 มม. (18 วันฝนตก) · ฟ้าโปร่ง 8 วัน · PM2.5 เฉลี่ย 15
เรื่องราวของที่นี่
วัดเจดีย์หลวงวรวิหาร เป็นพระอารามหลวงชั้นโท ชนิดวรวิหาร ตั้งอยู่เลขที่ 103 ถนนพระปกเกล้า กลางเวียงเก่าเชียงใหม่ ห่างประตูท่าแพราว 1 กิโลเมตร มีพื้นที่ราว 32 ไร่ หัวใจของวัดคือพระเจดีย์หลวง หรือที่คนเมืองเรียกว่า "กู่หลวง" เจดีย์ก่ออิฐที่ใหญ่ที่สุดในล้านนา แม้ส่วนยอดจะพังลงตั้งแต่แผ่นดินไหวเมื่อ พ.ศ. 2088 แต่ทุกวันนี้องค์เจดีย์ยังสูงราว 42 เมตร และมีฐานกว้างราว 60 เมตร นอกจากนี้วัดยังเป็นที่ตั้งของเสาอินทขิล หลักเมืองเชียงใหม่ และเป็นศูนย์กลางของพระสงฆ์ธรรมยุตในภาคเหนือ
อ่านต่ออีก 32 ย่อหน้า
ชื่อเดิมของวัดคือ "วัดโชติการาม" แปลว่าอารามที่รุ่งเรืองสว่างไสว มีตำนานเล่าที่มาไว้สองแบบ แบบแรกเล่าว่าเคยจุดผ้าชุบน้ำมันเป็นประทีปบนองค์เจดีย์จนแสงสว่างไปไกล อีกแบบเล่าว่ารูปทรงเจดีย์ที่สูงชะลูดดูคล้ายเชิงเทียน เอกสารล้านนาเรียกองค์เจดีย์ว่า "ราชกูฏ" หรือ "กู่หลวง" บางแห่งเรียก "ราชกุฏาคาร" ภายหลังจึงเรียกกันว่าวัดเจดีย์หลวง เพราะคำว่า "หลวง" ในภาษาเหนือแปลว่าใหญ่
ตำนานวัดเล่าย้อนไปไกลกว่าการสร้างเมืองเชียงใหม่ ว่าในสมัยพระเจ้าอโศกมหาราช สมณทูต 8 รูป นำโดยพระโสณะและพระอุตตระ เดินทางมาเผยแผ่พระศาสนาในสุวรรณภูมิ และนำพระบรมธาตุมาบรรจุในเจดีย์องค์เล็กสูง 3 ศอก ณ ที่แห่งนี้ ชายชราอายุ 120 ปีผู้หนึ่งทำนายว่าที่นี่จะกลายเป็นอารามใหญ่ชื่อโชติการาม ชาวลัวะจึงสร้างเจดีย์ไว้สักการะ เรื่องนี้เป็นตำนานที่ไม่มีหลักฐานทางโบราณคดียืนยัน แต่สะท้อนว่าคนเชียงใหม่ถือว่าที่นี่ศักดิ์สิทธิ์มาแต่เดิม
ตามตำนานพื้นเมืองเชียงใหม่ พญาแสนเมืองมา กษัตริย์ราชวงศ์มังรายองค์ที่ 7 โปรดให้สร้างเจดีย์องค์นี้เมื่อ พ.ศ. 1934 เพื่อบรรจุพระบรมธาตุและอุทิศแด่พญากือนาผู้เป็นพระราชบิดา ขณะนั้นพระองค์ครองราชย์มาได้ราว 16 ปี แต่เอกสารแต่ละฉบับระบุปีไม่ตรงกัน นักวิชาการจึงมักบอกเป็นช่วง พ.ศ. 1928–1945 พญาแสนเมืองมาสวรรคตก่อนงานเสร็จ พระนางติโลกจุฑาราชเทวีพระมเหสีจึงสร้างต่อ
ชินกาลมาลีปกรณ์เล่ารายละเอียดต่างออกไปเล็กน้อย ว่าพญากือนามีพระประสงค์จะสร้างเจดีย์ใหญ่ เมื่อพญาแสนเมืองมาได้ครองเมืองจึงโปรดให้สร้างเจดีย์สูงใหญ่กลางเวียง ให้สูงจนพระราชบิดาบนสวรรค์มองเห็นได้ และหุ้มเรือนธาตุด้วยแผ่นทองคำจำนวนมาก พระนางติโลกจุฑาราชเทวีสร้างต่อแต่ยังไม่แล้ว ตำนานบางฉบับจึงว่าพญาสามฝั่งแกนเป็นผู้สร้างจนสำเร็จ ใช้เวลาราว 5 ปี
ครั้งที่สำคัญที่สุดเกิดในสมัยพระเจ้าติโลกราช เมื่อ พ.ศ. 2022 พระองค์โปรดให้หมื่นด้ำพร้าคตขยายองค์เจดีย์ให้ใหญ่ขึ้น และเปลี่ยนจากทรงห้ายอดเป็นยอดเดียว เมื่อเสร็จแล้วเจดีย์สูงราว 80–82 เมตร (บางแหล่งว่าราว 90 เมตร) ฐานกว้างราว 54 เมตร นับเป็นสิ่งก่อสร้างที่สูงที่สุดในล้านนายุคนั้น และสูงที่สุดในเมืองเชียงใหม่มาอีกหลายร้อยปี
พงศาวดารโยนกเล่าว่าช่างในครั้งนั้นได้ต้นแบบมาจากโลหะปราสาทและมหาเจดีย์รัตนมาลีในลังกา และได้บรรจุพระบรมสารีริกธาตุที่มาจากลังกาไว้ภายใน รอบฐานมีช้างปูนปั้นโผล่ครึ่งตัวออกมาเหมือนแบกองค์เจดีย์ไว้ ตามคติว่าช้างเป็นผู้ค้ำจุนพระศาสนา ปัจจุบันเหลือช้าง 28 เชือก ส่วนใหญ่ถูกปั้นขึ้นใหม่ตอนบูรณะ ในจำนวนนี้มี 8 เชือกที่มีชื่อเรียกเฉพาะ บันไดนาคทั้งสี่ทิศพาขึ้นไปยังซุ้มจระนำกลางองค์เจดีย์
บทความในวารสารปณิธาน (2565) ตีความว่าการขยายเจดีย์ครั้งนี้สะท้อน "คติจักรพรรดิราช" ของพระเจ้าติโลกราช องค์ประกอบอย่างยอดเดียวทรงกระพุ่ม ช้างและสิงห์ล้อมฐาน พระพุทธรูปปางสมาธิใต้ต้นโพธิ์ในซุ้มจระนำ และการนำพระแก้วมรกตมาประดิษฐาน ล้วนจำลองมหาโพธิมณฑล ศูนย์กลางจักรวาลตามคติพุทธ เพื่อเสริมพระราชอำนาจของกษัตริย์ในฐานะธรรมราชา ผู้เขียนระบุว่านี่เป็นการตีความเชิงสัญลักษณ์ ไม่ใช่ข้อยุติ
ช่วง พ.ศ. 2011–2094 องค์พระแก้วมรกตเคยประดิษฐานอยู่ในซุ้มจระนำด้านทิศตะวันออกของเจดีย์หลวง พระเจ้าติโลกราชอัญเชิญมาจากลำปาง และพระแก้วมรกตอยู่ที่เชียงใหม่ราว 80 ปี จนถึง พ.ศ. 2094 พระไชยเชษฐาธิราชซึ่งได้ครองล้านนาอยู่ช่วงสั้น ๆ ได้อัญเชิญไปหลวงพระบาง ต่อมาย้ายไปเวียงจันทน์ และในที่สุดมาประดิษฐานที่กรุงเทพฯ ในสมัยรัชกาลที่ 1
กษัตริย์ล้านนารุ่นหลังทำนุบำรุงวัดต่อมา พญายอดเชียงรายปิดทองซุ้มจระนำ ส่วนพญาแก้ว (พระเมืองแก้ว) บูรณะส่วนฐาน ปิดทององค์เจดีย์ สร้างหอพระแก้ว และสร้างกำแพงล้อมสามชั้น ยุคนี้ถือเป็นยุคที่เจดีย์หลวงงดงามที่สุด
รอบพระเจดีย์ในอดีตมีวัดหรือ "สังฆาวาส" ล้อมอยู่หลายแห่ง เช่น วัดหอธรรม และวัดสบขมิ้น (ปัจจุบันมักเขียนว่าวัดสุกมิ้น) ซึ่งต่อมารวมเป็นวัดเจดีย์หลวงวัดเดียว งานวิจัยในวารสาร PCJ เสนอว่าคติให้สังฆาวาสหลายแห่งช่วยกันดูแลพระมหาธาตุมีมาในล้านนากว่า 500 ปี และวัดเจดีย์หลวงอาจเคยเป็นวัดหลักของนิกายป่าแดง แต่ข้อหลังยังเป็นข้อสันนิษฐาน
พ.ศ. 2088 ในรัชสมัยพระนางมหาเทวีจิรประภา เกิดแผ่นดินไหวรุนแรงในเชียงใหม่ ส่วนยอดเจดีย์ที่สูงราว 30 เมตรพังทลายลงมา นับจากนั้นก็ไม่มีใครสร้างยอดขึ้นใหม่ องค์เจดีย์ที่เหลือจึงสูงราว 42 เมตรอย่างที่เห็นในปัจจุบัน
หลังพม่าตีเชียงใหม่ได้เมื่อ พ.ศ. 2101 วัดยังคงมีพระสงฆ์อยู่ จารึกที่ฐานพระพุทธรูปในอุโบสถเก่าลงปี พ.ศ. 2130 สมัยนรธามังช่อ กล่าวถึง "เจ้าอธิปติวัดเจติยหลวง" และมหาสังฆราชาที่เป็นประธานสงฆ์ของวัด ส่วนระฆังวัดที่หล่อเมื่อ พ.ศ. 2169 ยังแขวนอยู่บนหอระฆังทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของเจดีย์ แต่ตลอดยุคพม่าไม่มีผู้ครองนครคนใดสร้างยอดเจดีย์ขึ้นใหม่ได้
ปลายยุคพม่าปกครอง สงครามทำให้เชียงใหม่ถูกทิ้งร้างไปราว 20 ปี จน พ.ศ. 2339 พระเจ้ากาวิละ ซึ่งร่วมกับกองทัพสยามขับไล่พม่าออกไป จึงกลับมาฟื้นเมืองขึ้นใหม่ วัดเจดีย์หลวงที่อยู่กลางเวียงก็ได้รับการฟื้นฟูไปพร้อมกับเมือง
ตำนานเสาอินทขิลเล่าว่าเดิมแผ่นดินนี้เป็นเมืองของชาวลัวะ ถูกผีร้ายรบกวนจนผู้คนเดือดร้อน พระอินทร์จึงให้ชาวเมืองถือศีลรักษาสัตย์ แล้วบันดาลบ่อเงิน บ่อทอง และบ่อแก้วขึ้นกลางเมือง ให้เศรษฐีลัวะ 9 ตระกูลดูแล เมื่อความมั่งคั่งเลื่องลือ เมืองอื่นจึงยกทัพมาขอแบ่ง พระอินทร์จึงให้กุมภัณฑ์สองตน คือพญายักขราชและพญาอมรเทพ หามเสาอินทขิลมาฝังไว้กลางเวียงนพบุรีเพื่อป้องกันเมือง
ต่อมาผู้คนละโมบ ข้าศึกแปลงตัวเป็นพ่อค้ามาขอสมบัติ กุมภัณฑ์โกรธจึงหามเสากลับขึ้นสวรรค์ บ่อทั้งสามก็เสื่อมไป ชาวลัวะผู้เฒ่าคนหนึ่งเสียใจจนออกบวชบำเพ็ญภาวนาใต้ต้นยางนานสามปี พระเถระทำนายว่าบ้านเมืองจะวิบัติ และแนะนำให้หล่อกระทะใหญ่ ใส่รูปสัตว์และรูปคนนานาภาษาฝังลงดิน แล้วตั้งเสาอินทขิลไว้เบื้องบนพร้อมทำพิธีบูชา พิธีนี้คือที่มาของประเพณีใส่ขันดอกที่สืบมาถึงทุกวันนี้
ประวัติที่เล่าต่อกันมาระบุว่า พ.ศ. 2343 พระเจ้ากาวิละย้ายเสาอินทขิลจากวัดอินทขิลสะดือเมือง (ใกล้อนุสาวรีย์สามกษัตริย์ในปัจจุบัน) มาไว้ที่วัดเจดีย์หลวง สร้างวิหารครอบ ปลูกต้นยางสามต้นไว้คู่เสา และปั้นรูปกุมภัณฑ์กับรูปฤๅษีไว้ข้างวิหาร ต้นยางทั้งสามวันนี้อายุกว่า 200 ปี ชาวเชียงใหม่ถือเป็นไม้ค้ำเมือง แต่บทความในมติชนสุดสัปดาห์ชี้ว่านักวิชาการยังไม่พบหลักฐานยืนยันเรื่องการย้ายเสา และยังถกเถียงกันว่า "อินทขีล" ในยุคล้านนาหมายถึงหลักเมือง หรือหมายถึงเสาประตูและเขตแดนเมือง
การถกเถียงนี้มีที่มาจากเสาอินทขีลอีกต้นที่พบในห้องเล็กข้างประตูท่าแพ บนเสามีจารึกคาถาและตัวเลข 829 ซึ่งถ้าเป็นจุลศักราชจะตรงกับ พ.ศ. 2010 สมัยพระเจ้าติโลกราช เสาต้นนี้ถูกย้ายไปเก็บที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติเชียงใหม่เมื่อ พ.ศ. 2529 ก่อนบูรณะประตูท่าแพ นักวิชาการบางท่านเห็นว่าคาถาบนยันต์อาจใหม่กว่านั้นมาก จึงยังไม่มีข้อสรุป
วิหารอินทขิลได้รับการซ่อมในสมัยพระเจ้าอินทวิชยานนท์ราว พ.ศ. 2423 และเมื่อวิหารทรุดโทรม ครูบาขาวปีได้สร้างวิหารหลังใหม่เมื่อ พ.ศ. 2496 เป็นวิหารจตุรมุขแบบล้านนา ตัวเสาฝังอยู่ใต้บุษบกที่ประดิษฐานพระพุทธรูปปางคันธารราษฎร์ (ปางขอฝน) ส่วนที่มองเห็นเป็นเสาอิฐก่อปูนประดับกระจกสีสูงราว 2 เมตร ตามธรรมเนียมเดิมไม่อนุญาตให้ผู้หญิงเข้าในวิหาร
ประเพณีเข้าอินทขิลหรือใส่ขันดอกจัดทุกปีตั้งแต่แรม 13 ค่ำเดือน 8 ถึงขึ้น 4 ค่ำเดือน 9 ตามปฏิทินล้านนา ราวปลายพฤษภาคมถึงต้นมิถุนายน คนเมืองเรียก "เดือน 8 เข้า เดือน 9 ออก" วันแรกจะอัญเชิญพระเจ้าฝนแสนห่า พระพุทธรูปปางคันธารราษฎร์คู่เมือง แห่จากวัดช่างแต้มมาประดิษฐานชั่วคราวที่วัดเจดีย์หลวงให้ผู้คนสรงน้ำขอฝน มีพระสงฆ์ 9 รูปเจริญพุทธมนต์ ผู้คนนำดอกไม้ ธูปเทียน และน้ำขมิ้นส้มป่อยมาใส่ขันรอบวิหาร งานหยุดไปช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง ปัจจุบันเทศบาลนครเชียงใหม่เป็นเจ้าภาพ อย่างปี 2568 จัดวันที่ 23–29 พฤษภาคม และทำบุญออกอินทขิลวันที่ 30
ในยุคเจ้าหลวงเชียงใหม่ พระยาคำฝั้นบูรณะพระอุโบสถ ต่อมาราว พ.ศ. 2423 บันทึกของพระครูญาณลังกา วัดทุงยู ระบุว่าพระเจ้าอินทวิชยานนท์โปรดให้สร้างโรงอุโบสถ สร้างวิหารพระนอน และซ่อมหอมณฑปอินทขิลกับหอกุมภัณฑ์
ในสมัยรัชกาลที่ 5 คณะสงฆ์ธรรมยุตจากกรุงเทพฯ ขึ้นมาเผยแผ่ในเชียงใหม่ และวัดเจดีย์หลวงกลายเป็นศูนย์กลางของธรรมยุตในเมือง ศิลปวัฒนธรรมตั้งข้อสังเกตว่าครูบาศรีวิชัย (พ.ศ. 2421–2481) ผู้บูรณะวัดในล้านนาจำนวนมาก ทั้งวัดพระธาตุหริภุญชัย วัดพระสิงห์ และนำสร้างถนนขึ้นดอยสุเทพ ไม่ได้มาบูรณะวัดกลางเมืองแห่งนี้เลย นักวิชาการสันนิษฐานว่าเป็นเพราะธรรมยุตเข้ามาพร้อมอำนาจการปกครองจากส่วนกลาง กระทบโครงสร้างสงฆ์ล้านนาเดิม และครูบาศรีวิชัยเองก็ถูกกล่าวหาทางสงฆ์หลายครั้งในยุคนั้น แต่ทั้งหมดนี้เป็นเพียงข้อสันนิษฐาน
ระหว่าง พ.ศ. 2471–2481 เจ้าแก้วนวรัฐ เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่องค์สุดท้าย ร่วมกับพระอุบาลีคุณูปมาจารย์ (จันทร์ สิริจนฺโท) บูรณะวัดครั้งใหญ่ วิหารหลวงหลังปัจจุบันสร้างขึ้นใน พ.ศ. 2471 มีบันไดนาคที่หลายคนยกให้เป็นนาคที่งามที่สุดในเชียงใหม่ ส่วนเจ้าคุณอุบาลีฯ ก็เป็นเจ้าอาวาสในช่วงต้นของยุคนี้
หลังเจ้าคุณอุบาลีฯ มรณภาพเมื่อ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2475 พระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต ซึ่งเจ้าคุณอุบาลีฯ นิมนต์มาเชียงใหม่ ได้รักษาการเจ้าอาวาสและจำพรรษาที่วัดนี้ในปี 2475 พอออกพรรษาท่านก็สละตำแหน่งกลับไปธุดงค์ในป่าเขาตามเดิม ลูกศิษย์ที่ท่านบวชให้เพียงรูปเดียวคือหลวงตาเกษ ก็จำพรรษาที่วัดเจดีย์หลวงจนมรณภาพเมื่อ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2512
วัดนี้จึงผูกพันกับพระป่าสายหลวงปู่มั่นมาโดยตลอด หลวงปู่เทสก์ เทสรังสี มาพักใน พ.ศ. 2476 หลวงปู่แหวน สุจิณโณ ญัตติที่นี่ใน พ.ศ. 2480 หลวงปู่เจี๊ยะ จุนโท มาใน พ.ศ. 2483 ส่วนหลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน มาเมื่อ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2545 และวางศิลาฤกษ์วิหารหลวงปู่มั่นในวันรุ่งขึ้น วิหารจตุรมุขบูรพาจารย์ที่สร้างเป็นอนุสรณ์ได้ฉลองเมื่อ 13–14 มกราคม พ.ศ. 2549
ในวิหารหลวงประดิษฐาน "พระเจ้าอัฏฐารส" พระพุทธรูปยืนสำริด ปางห้ามญาติ สูงราว 8 เมตร (18 ศอก) ประวัติวัดเล่าว่าพระนางติโลกจุฑาราชเทวีโปรดให้หล่อขึ้นในช่วงเดียวกับที่สร้างเจดีย์ (บางแหล่งระบุราวปลายคริสต์ศตวรรษที่ 14) นอกจากนี้วัดยังมีวิหารพระนอนอยู่ทางด้านหน้า และพระอุโบสถอีกหลังหนึ่ง
ในอุโบสถเก่ามีพระประธานสำริด ปางมารวิชัย หน้าตักราว 58 นิ้ว ราว พ.ศ. 2490 เคยถูกปั้นปูนซีเมนต์หุ้มกลีบบัวและทาสีทองบรอนซ์ทับ เมื่อทางวัดขออนุญาตสำนักศิลปากรที่ 7 บูรณะใน พ.ศ. 2564–2565 ช่างกะเทาะปูนออกจึงพบจารึกที่ฐานลงปี พ.ศ. 2130 ระบุชื่อผู้สร้างคือปัญญารักสากับภรรยาและมารดา ก่อนหน้านั้นใน พ.ศ. 2535 ยังขุดพบพระพุทธรูปที่ซุ้มจระนำทิศใต้ของเจดีย์ มีจารึกศักราช 930 หรือราว พ.ศ. 2111
กรมศิลปากรประกาศขึ้นทะเบียนวัดเจดีย์หลวงเป็นโบราณสถานเมื่อ 19 เมษายน พ.ศ. 2503 ขุดค้นทางโบราณคดีใน พ.ศ. 2529 และ 2533 แล้วบูรณะองค์เจดีย์ระหว่าง พ.ศ. 2533–2535 ใช้งบประมาณราว 35 ล้านบาท โดยได้รับการสนับสนุนจากยูเนสโกและญี่ปุ่น การขุดแต่งพบบันไดนาคเดิมและอุโมงค์ภายในองค์เจดีย์
อย่างไรก็ตาม การบูรณะครั้งนั้นถูกวิจารณ์มาก เพราะซุ้มจระนำและนาคที่ทำขึ้นใหม่มีลักษณะแบบภาคกลางมากกว่าแบบล้านนา มีเพียงด้านทิศเหนือเท่านั้นที่ยังเหลือปูนปั้นของเดิมอยู่ เวลาเดินรอบเจดีย์ ลองเทียบด้านทิศเหนือกับด้านอื่นดู จะเห็นความต่างได้ชัด
พ.ศ. 2538 เนื่องในวาระครบ 600 ปีพระเจดีย์หลวง ทางวัดอัญเชิญพระพุทธรูปหยกดำ "พระพุทธเฉลิมสิริราช" ขึ้นประดิษฐานในซุ้มจระนำด้านทิศตะวันออก ณ ตำแหน่งเดิมที่พระแก้วมรกตเคยประดิษฐาน เพื่อรำลึกถึงพระแก้วมรกตที่เคยอยู่ที่นี่
วันที่ 28 มีนาคม พ.ศ. 2568 แผ่นดินไหวขนาดใหญ่ในเมียนมาส่งแรงสั่นถึงเชียงใหม่ วัดเจดีย์หลวงเป็นหนึ่งในโบราณสถาน 8 แห่งของเมืองที่ได้รับความเสียหาย เจดีย์สีขาวทางเหนือของอุโบสถและผนังวิหารมีรอยร้าว ซึ่งวิศวกรตรวจแล้วพบว่าร้าวเฉพาะชั้นปูนฉาบ ส่วนเจดีย์หลวงมีอิฐหลุดเล็กน้อย ไม่กระทบโครงสร้าง ผู้ว่าราชการจังหวัดและกรมศิลปากรเข้ามาดูแลการซ่อม นับเป็นแผ่นดินไหวที่เตือนให้นึกถึงครั้ง พ.ศ. 2088 ที่ทำให้ยอดเจดีย์พังลงมา
ทุกวันนี้วัดเจดีย์หลวงยังเป็นวัดที่มีชีวิต มีมหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย วิทยาเขตล้านนา และมีกิจกรรม Monk Chat ให้นักท่องเที่ยวได้คุยกับพระเณรเป็นภาษาอังกฤษทุกวัน ในวัดยังมีเจดีย์บรรจุอัฐิพระพุทธพจนวราภรณ์ (จันทร์ กุสโล) อดีตเจ้าอาวาสที่ประชุมเพลิงเมื่อ พ.ศ. 2553 และมีพิพิธภัณฑ์ขนาดเล็ก
ถ้าอยากเที่ยวให้ได้เรื่องราวครบ แนะนำให้เริ่มจากวิหารหลวงไปไหว้พระเจ้าอัฏฐารส แล้วเดินรอบองค์เจดีย์ตามเข็มนาฬิกา ดูช้างที่ฐานและซุ้มด้านตะวันออกที่เคยเป็นที่ประดิษฐานพระแก้วมรกต จากนั้นไปวิหารอินทขิลกับต้นยางสามต้น และปิดท้ายที่วิหารพระนอนกับมุม Monk Chat ช่วงเช้าแสงจะส่องด้านตะวันออก ส่วนช่วงเย็นจะเห็นแสงไฟส่ององค์เจดีย์
- ตามตำนานสมณทูตสมัยพระเจ้าอโศกนำพระธาตุมาบรรจุในเจดีย์องค์เล็ก ชาวลัวะสร้างเจดีย์สักการะ
- 1928–1945ช่วงปีที่เอกสารต่างฉบับระบุว่าเริ่มสร้างเจดีย์หลวง
- 1934พญาแสนเมืองมาสร้างเจดีย์ อุทิศแด่พญากือนา (ตำนานพื้นเมืองเชียงใหม่)
- หลังจากนั้นพระนางติโลกจุฑาราชเทวีสร้างต่อ บางฉบับว่าพญาสามฝั่งแกนสร้างจนเสร็จในราว 5 ปี
- ราว 1954หล่อพระเจ้าอัฏฐารส (ตามประวัติวัด)
- 2010ปีตามจารึก จ.ศ. 829 บนเสาอินทขีลที่พบข้างประตูท่าแพ (ถ้าอ่านเป็นจุลศักราช)
- 2011พระแก้วมรกตมาประดิษฐานที่ซุ้มจระนำทิศตะวันออก
ดูอีก 32 เหตุการณ์
- 2022พระเจ้าติโลกราชให้หมื่นด้ำพร้าคตขยายเจดีย์ เป็นยอดเดียว สูงราว 80 เมตร
- รัชกาลพญายอดเชียงรายปิดทองซุ้มจระนำ
- รัชกาลพญาแก้วบูรณะฐาน ปิดทอง สร้างหอพระแก้ว และกำแพงสามชั้น
- 2088แผ่นดินไหวทำให้ยอดเจดีย์ราว 30 เมตรพังลงมา
- 2094พระไชยเชษฐาอัญเชิญพระแก้วมรกตไปหลวงพระบาง
- 2101พม่ายึดเชียงใหม่ เริ่มยุคพม่าปกครองราว 200 ปี
- 2111ปีตามจารึก (ศักราช 930) บนพระพุทธรูปที่ขุดพบในซุ้มทิศใต้
- 2130สร้างพระประธานอุโบสถเก่า จารึกกล่าวถึงเจ้าอธิปติวัดเจติยหลวง
- 2169หล่อระฆังวัดเจดีย์หลวง
- 2339พระเจ้ากาวิละฟื้นเมืองเชียงใหม่
- 2343ย้ายเสาอินทขิลมาไว้ที่วัด สร้างวิหารครอบ ปลูกต้นยางสามต้น (ตามประวัติที่เล่าสืบมา)
- ราว 2423พระเจ้าอินทวิชยานนท์สร้างอุโบสถ วิหารพระนอน ซ่อมหออินทขิลและหอกุมภัณฑ์
- สมัยรัชกาลที่ 5วัดกลายเป็นศูนย์กลางคณะสงฆ์ธรรมยุตในเชียงใหม่
- 2471สร้างวิหารหลวงหลังปัจจุบัน
- 2471–2481เจ้าแก้วนวรัฐและเจ้าคุณอุบาลีฯ บูรณะวัดครั้งใหญ่
- 19 ก.ค. 2475เจ้าคุณอุบาลีฯ มรณภาพ พระอาจารย์มั่นรักษาการเจ้าอาวาสและจำพรรษา
- 2480หลวงปู่แหวน สุจิณโณ ญัตติที่วัดเจดีย์หลวง
- ราว 2490ปั้นปูนหุ้มพระประธานอุโบสถเก่า
- 2496ครูบาขาวปีสร้างวิหารอินทขิลหลังใหม่
- 19 เม.ย. 2503กรมศิลปากรขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถาน
- 2 ก.ค. 2512หลวงตาเกษ ศิษย์ที่หลวงปู่มั่นบวชให้ มรณภาพที่วัด
- 2529ย้ายเสาอินทขีลจากประตูท่าแพไปพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติเชียงใหม่
- 2529, 2533ขุดค้นทางโบราณคดีที่เจดีย์หลวง
- 2533–2535บูรณะองค์เจดีย์ งบราว 35 ล้านบาท
- 2535ขุดพบพระพุทธรูปมีจารึกที่ซุ้มจระนำทิศใต้
- 2538ฉลอง 600 ปีเจดีย์ อัญเชิญพระพุทธเฉลิมสิริราช (หยกดำ) ขึ้นซุ้มทิศตะวันออก
- 1–2 ก.พ. 2545หลวงตามหาบัวมาวัด และวางศิลาฤกษ์วิหารหลวงปู่มั่น
- 13–14 ม.ค. 2549ฉลองวิหารจตุรมุขบูรพาจารย์
- 2553ประชุมเพลิงพระพุทธพจนวราภรณ์ (จันทร์ กุสโล) อดีตเจ้าอาวาส
- 2564–2565บูรณะพระประธานอุโบสถเก่า พบจารึก พ.ศ. 2130 ที่ฐาน
- 28 มี.ค. 2568แผ่นดินไหวเมียนมา เจดีย์ขาวและวิหารร้าวที่ปูนฉาบ เจดีย์หลวงอิฐหลุดเล็กน้อย
- 23–30 พ.ค. 2568ประเพณีใส่ขันดอกเข้าอินทขิลประจำปี










เช็คอินและรูปจากนักเที่ยว
ไปถึงแล้วกดเช็คอิน เก็บตราประทับ และบอกคนอื่นว่าตอนนี้ที่นี่เป็นยังไง
ตรวจก่อนว่าคุณอยู่ในระยะเช็คอินไหม จะได้ไม่ต้องกรอกเสียเปล่า
ต้องเปิดตำแหน่งและอยู่ใกล้ที่นี่ไม่เกิน 0.2 กม. · เช็คอินได้วันละ 1 ครั้งต่อสถานที่ · มาหลายวันก็เก็บได้ทุกวัน
ลงรูปได้จากทุกที่ ไม่ต้องอยู่ในระยะเช็คอิน · เลือกได้ครั้งละไม่เกิน 20 รูป · JPG / PNG / WebP · ระบบลบข้อมูลตำแหน่ง GPS ในรูปให้อัตโนมัติ
ไปยังไง
จากประตูท่าแพเดินตามถนนราชดำเนินแล้วเลี้ยวซ้ายถนนพระปกเกล้า · ฟรี
เรียกในเมือง บอกไปวัดเจดีย์หลวง · 30–50 บาท
Grab / Bolt จากนิมมานฯ หรือสถานีรถไฟ · 60–120 บาท
เช่าในเมืองเก่า จอดในวัดได้ · 20 บาทค่าจอด
อยู่ถนนพระปกเกล้า ระหว่างถนนราชดำเนินกับถนนราชมรรคา ทางเข้าหลักอยู่ด้านถนนพระปกเกล้า มีประตูอีกด้านที่ถนนพระปกเกล้าซอย และถนนราชมรรคา
ลานจอดในวัด (รถยนต์มีที่จำกัด เต็มเร็วช่วงสุดสัปดาห์) จอดมอเตอร์ไซค์ราว 20 บาท
4G/5G แรงทั่ววัด
ราว 06:00–18:00 (ป้อมขายตั๋วอาจปิดก่อน) · Monk Chat ราว 09:00–18:00
ราว 1 กม. จากประตูท่าแพ
Wat Chedi Luang Varavihara
50 บาท
ที่พักใกล้วัดเจดีย์หลวงวรวิหาร
ราคาโดยประมาณต่อคืน สำหรับ 2 คน (สัปดาห์หน้า) · ราคาจริงขึ้นกับวันที่จอง
ถามบ่อย
ก่อนไปวัดเจดีย์หลวงวรวิหาร
รวมคำตอบที่นักเที่ยวอยากรู้ก่อนออกเดินทาง อ่านจบในนาทีเดียว
วัดเจดีย์หลวงสร้างเมื่อไร
ตามตำนานพญาแสนเมืองมาเริ่มสร้างเจดีย์ราว พ.ศ. 1934 และพระเจ้าติโลกราชขยายเมื่อ พ.ศ. 2022
ทำไมยอดเจดีย์หัก
แผ่นดินไหวเมื่อ พ.ศ. 2088 ทำให้ยอดราว 30 เมตรพังลงมา และไม่ได้สร้างคืน
พระแก้วมรกตเคยอยู่ที่นี่จริงไหม
จริง ประดิษฐานที่ซุ้มทิศตะวันออกราว พ.ศ. 2011–2094 ก่อนถูกอัญเชิญไปหลวงพระบาง
ค่าเข้าชมเท่าไร
คนไทยเข้าฟรี ชาวต่างชาติราว 50 บาท (บางช่วงเก็บ 40 บาท)
ผู้หญิงเข้าวิหารอินทขิลได้ไหม
ตามธรรมเนียมเดิมไม่อนุญาต แต่ใส่ขันดอกที่ด้านนอกได้
ประเพณีใส่ขันดอกจัดเมื่อไร
แรม 13 ค่ำเดือน 8 ถึงขึ้น 4 ค่ำเดือน 9 ล้านนา ราวปลาย พ.ค.–ต้น มิ.ย.

พร้อมออกเดินทางไปวัดเจดีย์หลวงวรวิหารหรือยัง
วันที่ดีที่สุดในสัปดาห์นี้คือ พฤหัส 29 ต.ค. · เช็คอินเมื่อไปถึงเพื่อเก็บแสตมป์
