ศ. 23 ต.ค. 2569 00:58 น.
เข้าสู่ระบบ
ศาลาแก้วกู่
หนองคาย · เมืองหนองคาย165 ม.12 ภาพที่เที่ยว/พิพิธภัณฑ์เปิดปกติ

NONG KHAI · SCULPTURE PARK

ศาลาแก้วกู่

อุทยานรูปปั้นพุทธ–ฮินดูกว่า 200 องค์ของปู่บุญเหลือ สุรีรัตน์ ริมทางหลวง 212 ใกล้ตัวเมืองหนองคาย มีพระพุทธรูปนาคปรก 7 เศียรสูงราว 25 เมตร วงล้อชีวิต และศาลา 3 ชั้นที่เก็บร่างปู่บุญเหลือ

สดวันนี้ · ศุกร์ 23 ต.ค.00:58 น.
8.6จาก 10
ไปได้

วันหยุด / มีงาน คนแน่น · อากาศร้อน ช่วงบ่าย รู้สึกเหมือน 39°C

9เช้า
8.4สาย
8.3บ่าย
8.8เย็น
ขึ้น 06:04
วันหยุด รถติดช่วงทางขึ้นและที่จอดเต็มเร็ว ควรออกเช้า
ค่าเข้าคนไทย 20 บาท (เด็ก 10) · ต่างชาติ 40 บาท
เวลาทุกวัน 06:00–18:00 น.
ระวังลานปูนร่มเงาน้อย ร้อนจัดช่วงเที่ยง
เดินทางจากตัวเมืองหนองคายประมาณ 10 นาที
ช่วงที่ดีที่สุดพ.ย. – ก.พ.
ก่อนเข้าชม

เวลาเปิด ค่าเข้า และเวลาที่ใช้

เวลาเปิด

ทุกวัน 06:00–18:00 น. (ขึ้นชั้น 3 ของอาคารศาลาได้ 07:00–17:00 น.)

ค่าเข้า

20 บาท

ใช้เวลาเที่ยว

1–2 ชั่วโมง

ช่วงคนแน่น

วันหยุดช่วงสาย และช่วง ต.ค. – ม.ค.

ไฮไลต์ห้ามพลาด

พระพุทธรูปนาคปรก 7 เศียร01
พระพุทธรูปนาคปรก 7 เศียรรูปปั้นที่โดดเด่นที่สุด สูงราว 25 เมตร
วงล้อชีวิต02
วงล้อชีวิตลานวงกลมเล่าการเกิด แก่ เจ็บ ตาย จนถึงการหลุดพ้น
ช้างกับฝูงสุนัข03
ช้างกับฝูงสุนัขปริศนาธรรมเรื่องไม่หวั่นไหวต่อคำนินทา
เทวรูปหลายกร04
เทวรูปหลายกรเทพฮินดูถืออาวุธยืนเรียงสูงตระหง่าน
อาคารศาลา 3 ชั้น05
อาคารศาลา 3 ชั้นพระพุทธรูปนับร้อย และร่างปู่บุญเหลือในผอบแก้ว
เช็กก่อนไป

7 วันข้างหน้า
ไปวันไหนดี

7/7วันที่ไปได้
ในสัปดาห์นี้
ความปลอดภัยวันนี้ · ไม่พบเหตุที่ต้องระวัง
อากาศรุนแรงไม่มีแผ่นดินไหวไม่มีใน 48 ชม.ภัยพิบัติใหญ่ไม่มีประกาศสถานที่ไม่มี

แตะการ์ดวันที่อยากไป เพื่อดูรายละเอียดอากาศ ฝน ฝุ่น และรายชั่วโมงของวันนั้น

รายละเอียดรายวันศุกร์ 23 ต.ค.
ไปได้ · 8.6/10

ช่วงที่ควรไป ไปได้ทั้งวัน ฝนน้อยตลอดช่วงกลางวัน

คะแนนรายช่วง
เช้า 05–099
สาย 09–128.4ร้อน รู้สึก 38°
บ่าย 12–168.3ร้อน รู้สึก 39°
เย็น 16–198.8

วันหยุด รถติดช่วงทางขึ้นและที่จอดเต็มเร็ว ควรออกเช้า

ท้องฟ้าและวิว
ฟ้าใส / วิวชัด9/10
ทัศนวิสัย20 กม.
เมฆปกคลุม8%
ฝนและพายุ
โอกาสฝน10%
ปริมาณฝน0.2 มม.
ความชื้น65%
ฟ้าผ่าไม่มีสัญญาณ
ร่างกายและอากาศ
รู้สึกเหมือน39°C
ดัชนี UV7
ลมกระโชก~17 กม./ชม.
ฝุ่น PM2.511 µg/m³
เวลาและผู้คน
พระอาทิตย์ขึ้น06:04
พระอาทิตย์ตก17:41
คนแน่นคนแน่นมาก (วันหยุดนักขัตฤกษ์)

ทีละชั่วโมง

อุณหภูมิโอกาสฝนช่วงที่คิดคะแนน
พระอาทิตย์ขึ้น 06:04พระอาทิตย์ตก 17:4106:00 ฝน 0%07:00 ฝน 0%08:00 ฝน 1%09:00 ฝน 2%10:00 ฝน 4%11:00 ฝน 6%12:00 ฝน 9%13:00 ฝน 10%14:00 ฝน 7%15:00 ฝน 3%16:00 ฝน 0%17:00 ฝน 0%18:00 ฝน 0%19:00 ฝน 0%20:00 ฝน 0%25°0626°0728°0829°0930°1031°1132°1232°1310%32°1432°1532°1631°1730°1829°1929°20
เวลาอุณหภูมิโอกาสฝน
25°0%
26°0%
28°1%
29°2%
30°4%
31°6%
32°9%
32°10%
32°7%
32°3%
32°0%
31°0%
30°0%
29°0%
29°0%

แถบสีเขียว = ช่วงเวลาที่ใช้คิดคะแนน

ทำความรู้จัก

ศาลาแก้วกู่

ศาลาแก้วกู่ หรือที่ชาวหนองคายเรียกว่า "วัดแขก" เป็นอุทยานรูปปั้นคอนกรีตขนาดใหญ่บนพื้นที่ราว 42 ไร่ ในชุมชนบ้านสามัคคี ตำบลหาดคำ อำเภอเมืองหนองคาย ห่างจากตัวเมืองราว 4–5 กิโลเมตรริมทางหลวง 212 สายหนองคาย–โพนพิสัย

ที่นี่สร้างโดยปู่บุญเหลือ สุรีรัตน์ ตั้งแต่ พ.ศ. 2521 ตามแนวคิดว่าทุกศาสนาอยู่ร่วมกันได้ ภายในมีพระพุทธรูป เทวรูปฮินดู และรูปปั้นปริศนาธรรมกว่า 200 องค์ สูงที่สุดราว 25 เมตร ใต้ฐานแต่ละองค์มีคำอธิบายเป็นภาษาไทยและภาษาอีสาน

จุดเด่นคือพระพุทธรูปนาคปรก 7 เศียร วงล้อชีวิตที่เล่าเรื่องเกิด แก่ เจ็บ ตาย และอาคารศาลา 3 ชั้นทรงโดมที่ชั้นบนสุดเก็บร่างของปู่บุญเหลือไว้ในผอบแก้ว เปิดให้เข้าชมทุกวัน

จังหวะเที่ยวใน 1 วัน
  1. อากาศเย็น แสงเช้าส่องรูปปั้นสวย คนน้อย
  2. แดดแรง ลานปูนร้อน แวะชมในอาคารศาลา
  3. แสงเย็นอบอุ่น ถ่ายรูปปั้นตัดฟ้าได้สวย

ควรถึง ก่อน 09:00 หรือหลัง 15:30 เลี่ยงแดดแรง

มุมถ่ายรูปเด็ด
  • หน้าพระพุทธรูปนาคปรกถ่ายนาค 7 เศียรตัดฟ้า ต้องถอยออกมาไกลถึงเห็นทั้งองค์เช้า
  • วงล้อชีวิตถ่ายปากทางเข้าวงกลมและรูปปั้นที่เรียงรอบลานเช้าหรือบ่ายแก่
  • ริมสระน้ำถ่ายรูปปั้นสูงกับผิวน้ำเย็น

ก่อนออกเดินทาง

ข้อควรรู้เฉพาะที่นี่

แดดร้อน

ลานปูนกว้างและมีร่มเงาน้อย ช่วง 11:00–15:00 ร้อนจัด พกหมวก ร่ม และน้ำดื่ม

พื้นลื่น

หลังฝนลานปูนและทางเดินลื่นและมีน้ำขัง เดินช้า ๆ

ห้ามปีน

ห้ามปีนหรือนั่งบนรูปปั้น ปูนเก่าบางจุดเปราะ

แต่งกาย

เป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ แต่งกายสุภาพ โดยเฉพาะเมื่อขึ้นอาคารศาลา

เช็กลิสต์ของที่ควรพก
ทิปจากคนเคยไป
  1. มาช่วง 08:00–10:00 หรือหลัง 15:30 แดดไม่แรงและแสงถ่ายรูปสวย
  2. อ่านคำอธิบายใต้ฐานรูปปั้น จะเข้าใจปริศนาธรรมของแต่ละองค์
  3. พกหมวก ร่ม และน้ำ ลานกว้างมีร่มเงาน้อย
  4. เที่ยวต่อวัดโพธิ์ชัย (หลวงพ่อพระใส) และตลาดท่าเสด็จได้ในวันเดียว
  5. ถ้าข้ามไปลาว แวะสวนพระเวียงจันทน์ งานแห่งแรกของปู่บุญเหลือ
ค่าเข้า

ผู้ใหญ่ 20 บาท · ใช้เวลาเที่ยว 1–2 ชั่วโมง

คนแน่นช่วงไหน

วันหยุดช่วงสาย และช่วง ต.ค. – ม.ค.

ค่าใช้จ่ายโดยประมาณ
เหมาตุ๊กตุ๊กจากตัวเมือง ไป–กลับรวมรอ ไม่บังคับ200 ฿/คัน
เช่าจักรยานจากเกสต์เฮาส์ในตัวเมือง ไม่บังคับ50 ฿/วัน

เงินสดเป็นหลัก · ราคาอาจเปลี่ยนตามฤดูกาล ควรเช็กกับสถานที่

เหมาะกับใคร
  • มีเด็ก เด็กชอบรูปปั้นแปลกตา ระวังปีนรูปปั้นและขอบสระน้ำ
  • ผู้สูงอายุ ทางเดินเรียบ ไม่ชัน แต่แดดร้อน ควรมีร่มและพักบ่อย ๆ
  • วีลแชร์ ลานเรียบ เข็นรถเข็นได้เกือบทั้งอุทยาน แต่อาคารศาลามีบันได
  • สัตว์เลี้ยง ไม่แนะนำให้นำสัตว์เลี้ยงเข้า
กินอะไรดี
  • ร้านค้าหน้าศาลาแก้วกู่เครื่องดื่ม ของว่าง และของที่ระลึก
  • ตลาดท่าเสด็จ ริมโขงในตัวเมืองแหนมเนือง อาหารเวียดนาม และของฝาก
มารยาทที่นี่
  • แต่งกายสุภาพ ถอดรองเท้าก่อนขึ้นอาคารศาลา
  • อ่านป้ายคำอธิบายและเคารพสถานที่
  • ไม่ปีนหรือนั่งบนรูปปั้น
  • ไม่ส่งเสียงดังบริเวณที่ประดิษฐานร่างปู่บุญเหลือ
ข้อควรระวังเพิ่มเติม
  • ลานปูนร้อนจัดช่วงกลางวัน ดื่มน้ำบ่อย ๆ
  • หลังฝนพื้นลื่นและมีน้ำขัง
  • ระวังเด็กปีนรูปปั้นหรือเดินใกล้ขอบสระน้ำ
ช่วงเวลาที่เหมาะ

ไปเดือนไหนดี

แตะแต่ละเดือนบนวงล้อเพื่อดูอากาศ ฝน ฝุ่น และความหนาแน่นของคน จากสถิติย้อนหลัง 10 ปี

ม.ค.ก.พ.มี.ค.เม.ย.พ.ค.มิ.ย.ก.ค.ส.ค.ก.ย.ต.ค.พ.ย.ธ.ค.
ตุลาคมพอได้ปลายฝน 22–32°C
ฝนปานกลาง
ฝุ่นควันต่ำ
คนแน่นแน่น (ออกพรรษา)
สถานะพอได้
ช่วงบั้งไฟพญานาค คนมาหนองคายเยอะ

ช่วงที่ดีที่สุด · พ.ย. – ก.พ. อากาศเย็น ฝนน้อย ฟ้าใส เดินชมลานรูปปั้นได้สบาย มาช่วงเช้าแสงสวยและยังไม่ร้อน

ควรระวัง · ส.ค. – ก.ย. ฝนชุก ลานปูนลื่นและมีน้ำขัง ส่วน มี.ค. – เม.ย. ร้อนจัด ลานปูนแทบไม่มีร่มเงา ควรเลี่ยงช่วงเที่ยงวัน

สถิติอากาศจริงย้อนหลัง 2016–2025
ปริมาณฝน (มม.)วันฟ้าโปร่ง
มกราคมอุณหภูมิ18–28°Cฝนเฉลี่ย15 มม.วันฝนตก2 วันฟ้าโปร่ง19 วันPM2.520 · ปานกลาง28°
18°
ม.ค.
กุมภาพันธ์อุณหภูมิ19–30°Cฝนเฉลี่ย20 มม.วันฝนตก2 วันฟ้าโปร่ง21 วันPM2.518 · ปานกลาง30°
19°
ก.พ.
มีนาคมอุณหภูมิ22–33°Cฝนเฉลี่ย55 มม.วันฝนตก7 วันฟ้าโปร่ง18 วันPM2.532 · ปานกลาง33°
22°
มี.ค.
เมษายนอุณหภูมิ25–35°Cฝนเฉลี่ย70 มม.วันฝนตก9 วันฟ้าโปร่ง14 วันPM2.536 · ปานกลาง35°
25°
เม.ย.
พฤษภาคมอุณหภูมิ25–33°Cฝนเฉลี่ย242 มม.วันฝนตก22 วันฟ้าโปร่ง4 วันPM2.517 · ปานกลาง33°
25°
พ.ค.
มิถุนายนอุณหภูมิ25–31°Cฝนเฉลี่ย329 มม.วันฝนตก26 วันฟ้าโปร่ง1 วันPM2.511 · ดีมาก31°
25°
มิ.ย.
กรกฎาคมอุณหภูมิ25–31°Cฝนเฉลี่ย405 มม.วันฝนตก28 วันฟ้าโปร่ง1 วันPM2.59 · ดีมาก31°
25°
ก.ค.
สิงหาคมอุณหภูมิ24–30°Cฝนเฉลี่ย452 มม.วันฝนตก28 วันฟ้าโปร่ง0 วันPM2.510 · ดีมาก30°
24°
ส.ค.
กันยายนอุณหภูมิ24–30°Cฝนเฉลี่ย388 มม.วันฝนตก27 วันฟ้าโปร่ง3 วันPM2.57 · ดีมาก30°
24°
ก.ย.
ตุลาคมอุณหภูมิ23–30°Cฝนเฉลี่ย139 มม.วันฝนตก14 วันฟ้าโปร่ง8 วันPM2.511 · ดีมาก30°
23°
ต.ค.
พฤศจิกายนอุณหภูมิ21–30°Cฝนเฉลี่ย29 มม.วันฝนตก3 วันฟ้าโปร่ง15 วันPM2.513 · ดีมาก30°
21°
พ.ย.
ธันวาคมอุณหภูมิ18–28°Cฝนเฉลี่ย4 มม.วันฝนตก1 วันฟ้าโปร่ง20 วันPM2.516 · ปานกลาง28°
18°
ธ.ค.

ต.ค. ตามสถิติ 23–30°C · ฝนเฉลี่ย 139 มม. (14 วันฝนตก) · ฟ้าโปร่ง 8 วัน · PM2.5 เฉลี่ย 11

เรื่องเล่าและประวัติ

เรื่องราวของที่นี่

ศาลาแก้วกู่ตั้งอยู่เลขที่ 10/5 ถนนหนองคาย–โพนพิสัย ชุมชนบ้านสามัคคี ตำบลหาดคำ อำเภอเมืองหนองคาย ไม่ไกลจากแม่น้ำโขง บนพื้นที่ราว 42 ไร่ ชาวหนองคายเรียกกันติดปากว่า "วัดแขก" เพราะเต็มไปด้วยเทวรูปแบบฮินดู แม้ที่นี่จะไม่ใช่วัดและไม่มีพระสงฆ์จำพรรษา ผู้ดูแลคือพุทธมามกะสมาคมจังหวัดหนองคาย ซึ่งได้รับใบอนุญาตเลขที่ ต.60/2519 ลงวันที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2519 ร่วมกับศูนย์วิปัสสนาแก้วกู่

อ่านต่ออีก 12 ย่อหน้า

ผู้สร้างคือปู่บุญเหลือ สุรีรัตน์ หรือ "ปู่เหลือ" ฆราวาสที่ลูกศิษย์เรียกว่า "หลวงปู่" หนังสือ "ศาลาแก้วกู่" ของสำนักพุทธมามกะสมาคม (ฉบับ พ.ศ. 2540) ระบุว่าท่านเกิด พ.ศ. 2476 ส่วนวิกิพีเดียและงานวิชาการต่างประเทศระบุวันที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2475 ที่จังหวัดหนองคาย เป็นลูกคนที่ 7 จาก 8 คน หนังสือของสำนักเล่าว่านางคำปลิว สุรีรัตน์ พี่สาวคนโต ฝันว่ามีชีปะขาวนำนาคมรกตมามอบให้และบอกให้มารับในอีก 7 เดือน ต่อมามารดาซึ่งอายุมากแล้วตั้งครรภ์และคลอดบุตรคนที่ 7 เมื่อครรภ์ได้ 7 เดือน ครอบครัวจึงเชื่อว่าเป็นไปตามนิมิต และนางคำปลิวกับสามีรับไปเลี้ยงเป็นบุตรบุญธรรมตั้งแต่แรกเกิด

เด็กชายบุญเหลือชอบเข้าวัดตั้งแต่เล็ก เมื่ออายุ 6 ปี นางคำปลิวเสียชีวิต จึงกลับไปอยู่กับพ่อแม่ แต่มักทัดทานผู้ใหญ่ที่ทำสิ่งไม่ดีจนไม่เป็นที่รักของญาติ พออายุ 12 ปีจึงหนีออกจากบ้าน รอนแรมไปจนพบ "สำนักอาศรมแก้วกู่" ในเขตลาว และอยู่ศึกษาปฏิบัติธรรมกับพระมุนีที่นั่นจนอายุ 20 ปี จึงออกจาริกเผยแผ่ธรรมทั้งใกล้และไกล

เรื่องเล่าอีกสายหนึ่งที่ลูกศิษย์เล่าต่อกันคือ ตอนเด็กท่านพลัดตกลงไปในหลุมหรือถ้ำ แล้วได้พบนักพรตชื่อ "แก้วกู่" ซึ่งแปลงกายเป็นพญานาคได้ และกลายเป็นอาจารย์ทางจิตวิญญาณ ศาสตราจารย์จัสติน แมกแดเนียล นักวิชาการพุทธศาสนาศึกษาแห่งมหาวิทยาลัยเพนซิลเวเนีย ซึ่งเคยมาเยือนศาลาแก้วกู่ใน พ.ศ. 2537 เขียนไว้ในหนังสือ Architects of Buddhist Leisure (พ.ศ. 2559) ว่าปู่บุญเหลือเคยฝึกวิชาแบบหมอผีที่เวียดนาม และบอกลูกศิษย์ว่าตนเป็น "ครึ่งคนครึ่งนาค" ได้รับความรู้จากวิญญาณนาค ลูกศิษย์บางส่วนจึงเชื่อว่าส่วนหนึ่งของท่านยังมีชีวิตอยู่ในร่างนาค

เมื่ออายุราว 30 ปี ปู่บุญเหลือกลับมาดูแลพ่อแม่ในวาระสุดท้าย มารดาเสียชีวิตใน พ.ศ. 2507 และยกที่ดิน 8 ไร่ที่บ้านเชียงควน เมืองท่าเดื่อ นครเวียงจันทน์ ให้เป็นมรดก ท่านจึงพัฒนาที่ดินแห่งนี้เป็น "ปูชนียสถานเทวาลัยอย่างมหึมา" มีผู้เลื่อมใสทั้งจากเอเชียและยุโรป หนังสือของสำนักระบุว่าเริ่มใน พ.ศ. 2513 ขณะที่แหล่งต่างประเทศส่วนใหญ่ระบุว่าเริ่มตั้งแต่ พ.ศ. 2501 สวนแห่งนี้คือ "สวนพระ" หรือวัดเชียงควน (Buddha Park) ที่ปัจจุบันรัฐบาลลาวดูแลเป็นสวนสาธารณะและแหล่งท่องเที่ยว

พ.ศ. 2518 ขบวนการปะเทดลาวขึ้นปกครองประเทศ แมกแดเนียลระบุว่ารัฐบาลใหม่ไม่สนับสนุนกิจการศาสนาในช่วง 2–3 ปีแรก ปู่บุญเหลือจึงพาลูกศิษย์ข้ามแม่น้ำโขงกลับมาฝั่งไทย ทิ้งรูปปั้นที่ยังสร้างไม่เสร็จไว้ที่ลาว แล้วรวมกันตั้งพุทธมามกะสมาคมจังหวัดหนองคาย ซึ่งกรมการศาสนารับรองใน พ.ศ. 2519

พ.ศ. 2521 ลูกศิษย์ร่วมกันซื้อที่ดินราว 41 ไร่ที่บ้านสามัคคี ตำบลหาดคำ ถวายเป็นที่ตั้งสำนัก และเริ่มสร้างอุทยานแห่งใหม่ ตั้งชื่อตามอาจารย์ว่า "ศาลาแก้วกู่" อยู่ห่างจากสวนพระแห่งแรกเพียงไม่กี่กิโลเมตรคนละฝั่งโขง งานก่อสร้างใช้แรงอาสาสมัครที่ไม่รับค่าจ้างหลายร้อยคนและปูนซีเมนต์ที่ผู้ศรัทธาบริจาค ปู่บุญเหลือไม่เคยเรียนศิลปะหรือสถาปัตยกรรม รูปปั้นทั้งหมดมาจากจินตนาการและนิมิตของท่าน ส่วนเทวรูปแต่ละองค์สร้างจากเงินบริจาคของคนหลายกลุ่ม ทั้งคนไทยจากจังหวัดต่าง ๆ ชาวจีน ชาวลาว ชาวเวียดนาม และชาวตะวันตก

ระหว่างนั้นปู่บุญเหลือก็เผชิญมรสุม หนังสือของสำนักบันทึกว่าต้น พ.ศ. 2527 ท่านถูกกล่าวหาด้วยข้อหาร้ายแรง ซึ่งทางสำนักขอสงวนไม่เปิดเผย และต้องอยู่ในเรือนจำจนถึงปลาย พ.ศ. 2529 เมื่อพ้นออกมาท่านก็สร้างเทวรูปต่ออีกมาก จนมีพระพุทธรูปและเทวรูปรวม 209 ปาง องค์ที่สูงที่สุดราว 25 เมตร (หนังสือของสำนักระบุสูงถึง 33 เมตร)

แนวคิดหลักของปู่บุญเหลือคือทุกศาสนาอยู่ร่วมกันได้ สำนักอธิบายว่าอุทยานทั้งหมดจำลอง "เมืองอมตะแก้วกู่มหานิพพาน" หรือดินแดนแห่งการหลุดพ้นจากกิเลส ใต้ฐานรูปปั้นแต่ละองค์มีคำอธิบายเป็นภาษาไทยและภาษาอีสาน หลายบทแต่งเป็นร้อยกรอง งานวิจัยของ รศ.อรอนงค์ ฤทธิ์ฤาชัย มหาวิทยาลัยขอนแก่น (พ.ศ. 2559) ศึกษารูปปั้น 141 ชิ้นที่มีความหมายสั่งสอน พบว่าเป็นเรื่องศาสนา 89 ชิ้น หลักคำสอน ปริศนาธรรม และสุภาษิต 34 ชิ้น วรรณกรรมและนิทานพื้นบ้านอีสาน 13 ชิ้น ส่วนงานวิจัยของโสภี อุ่นทะยา มหาวิทยาลัยมหาสารคาม (พ.ศ. 2564) พบว่าเรื่องเล่าบนฐานเทวาลัยสะท้อนความเป็นพหุวัฒนธรรมของชุมชนสองฝั่งโขง ทั้งด้านความเชื่อ ชาติพันธุ์ ภาษา ประเพณี และนักบวช

รูปปั้นที่โดดเด่นที่สุดคือพระพุทธรูปประทับบนขนดนาค มีนาค 7 เศียรแผ่พังพานปกอยู่ด้านบน อีกจุดคือ "วงล้อชีวิต" ที่เดินเข้าทางปากขนาดใหญ่ เหมือนผ่านครรภ์มารดา แล้วเวียนดูชีวิตคนตามเข็มนาฬิกาตั้งแต่เกิด แต่งงาน แก่ เจ็บ จนตาย ก่อนจบที่ชายหนุ่มก้าวข้ามรั้วไปเป็นพระพุทธรูป หมายถึงการหลุดพ้นจากวัฏสงสาร ยังมีช้างที่เดินฝ่าฝูงสุนัขซึ่งสอนว่าไม่ต้องหวั่นไหวต่อคำนินทา พระราหูอมจันทร์ พระศิวะกับพระอุมา หนุมาน พระพิฆเนศ พระแม่กวนอิม องคุลิมาล ตอนเจ้าชายสิทธัตถะตัดพระเกศาและนางสุชาดาถวายข้าวมธุปายาส ไปจนถึงตำนานอีสานเรื่องย่าทวดแอไค่ นางนาคกับขุนเทือง รวมทั้งรูปทหารต่างชาติและนางเงือก

ศาลาหลังเก่าใช้งานระหว่าง พ.ศ. 2523–2538 จนทรุดโทรม ปู่บุญเหลือจึงให้รื้อแล้วเริ่มสร้างหลังใหม่ ระหว่างก่อสร้างท่านล้มป่วย มีรายงานว่าพลัดตกจากรูปปั้นองค์หนึ่งและมีโรคเลือดร่วมด้วย แล้วเสียชีวิตเมื่อวันที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2539 อายุ 64 ปี ตามที่สั่งเสียไว้ ลูกศิษย์ไม่ฉีดยา ไม่เผา และไม่ฝัง แต่บรรจุร่างไว้ในผอบแก้ว ร่างนั้นไม่เน่าเปื่อยและประดิษฐานอยู่ชั้นที่ 3 ของอาคารศาลาหลังใหม่ ซึ่งสร้างเสร็จตามแบบที่ท่านวางไว้ เป็นอาคารคอนกรีต 3 ชั้น หลังคาทรงโดมคล้ายมัสยิด หน้าบันจารึกสัญลักษณ์โอม ชั้นล่างและชั้นสองรวบรวมพระพุทธรูป เทวรูป และภาพถ่ายของปู่บุญเหลือในวัยต่าง ๆ

เมื่อวันที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2549 ศาลาแก้วกู่เป็นข่าวใหญ่ เมื่อคนร้ายใช้อาวุธปืนยิงสามีภรรยาชาวอเมริกันเชื้อสายลาว ซึ่งอ้างว่าสืบเชื้อสายราชวงศ์ล้านช้าง เสียชีวิตขณะกำลังไหว้พระในศาลา ตำรวจจับกุมผู้ต้องหาได้ในเดือนพฤษภาคมปีเดียวกัน

ทุกวันนี้ศาลาแก้วกู่เป็นแหล่งท่องเที่ยวขึ้นชื่อของหนองคาย หนังสือด้านศิลปะต่างประเทศ เช่น Raw Vision Outsider Art Sourcebook และ Fantasy Worlds ของสำนักพิมพ์ Taschen ยกให้เป็นตัวอย่างงาน "ศิลปะนอกกระแส" (outsider art) และมักเปรียบกับสวนประติมากรรมโบมาร์โซในอิตาลี นักท่องเที่ยวนิยมเที่ยวคู่กับวัดโพธิ์ชัยที่ประดิษฐานหลวงพ่อพระใส และข้ามสะพานมิตรภาพไปชมสวนพระฝั่งเวียงจันทน์ เพื่อดูงานของปู่บุญเหลือครบทั้งสองฝั่งโขง

  1. 2475ปู่บุญเหลือ สุรีรัตน์ เกิดที่หนองคาย (7 มิ.ย.) หนังสือของสำนักระบุ พ.ศ. 2476
  2. 2501แหล่งต่างประเทศระบุว่าเริ่มสร้างสวนพระที่บ้านเชียงควน ใกล้เวียงจันทน์
  3. 2507มารดาเสียชีวิต ยกที่ดิน 8 ไร่ที่บ้านเชียงควนให้เป็นมรดก
  4. 2513หนังสือของสำนักระบุว่าเริ่มพัฒนาที่ดินเป็นปูชนียสถานเทวาลัย
  5. 2518ปะเทดลาวขึ้นปกครอง ปู่บุญเหลือพาลูกศิษย์ข้ามโขงมาหนองคาย
  6. 251910 มี.ค. ได้ใบอนุญาตตั้งพุทธมามกะสมาคมจังหวัดหนองคาย
  7. 2521ลูกศิษย์ซื้อที่ดินราว 41 ไร่ที่บ้านสามัคคี เริ่มสร้างศาลาแก้วกู่
ดูอีก 7 เหตุการณ์
  1. 2523สร้างอาคารศาลาหลังเก่า ใช้งานถึง พ.ศ. 2538
  2. 2527ต้นปี ถูกกล่าวหาและถูกคุมขังจนถึงปลาย พ.ศ. 2529
  3. 2538รื้อศาลาหลังเก่า เริ่มสร้างหลังใหม่
  4. 253910 ส.ค. ปู่บุญเหลือเสียชีวิต อายุ 64 ปี ร่างบรรจุในผอบแก้ว
  5. 254918 ม.ค. เหตุยิงสามีภรรยาชาวอเมริกันเชื้อสายลาวในศาลา
  6. 2559งานวิจัย ม.ขอนแก่น ตีความหมายรูปปั้น 141 ชิ้น
  7. 2564งานวิจัย ม.มหาสารคาม ศึกษาเรื่องเล่าบนฐานเทวาลัย
อุทยานรูปปั้นที่ลูกศิษย์ช่วยกันสร้างด้วยแรงอาสาและปูนบริจาค
อุทยานรูปปั้นที่ลูกศิษย์ช่วยกันสร้างด้วยแรงอาสาและปูนบริจาคภาพรวมอุทยานรูปปั้นศาลาแก้วกู่ — ภาพ: Jpatokal / Wikimedia Commons (CC BY-SA 4.0)
ทางเข้าวงล้อชีวิต ลานที่เล่าเรื่องวัฏสงสาร
ทางเข้าวงล้อชีวิต ลานที่เล่าเรื่องวัฏสงสารทางเข้าวงล้อชีวิต (วัฏสงสาร) — ภาพ: Christophe95 / Wikimedia Commons (CC BY-SA 4.0)
พระพุทธรูปนับร้อยภายในอาคารศาลา
พระพุทธรูปนับร้อยภายในอาคารศาลาพระพุทธรูปจำนวนมากภายในอาคารศาลา — ภาพ: Nick Hubbard / Wikimedia Commons (CC BY 2.0)
นักเที่ยวที่มาแล้ว

เช็คอินและรูปจากนักเที่ยว

ไปถึงแล้วกดเช็คอิน เก็บตราประทับ และบอกคนอื่นว่าตอนนี้ที่นี่เป็นยังไง

0 คนเช็คอินที่นี่แล้ว
    เข้าสู่ระบบเพื่อเช็คอิน

    ต้องเปิดตำแหน่งและอยู่ใกล้ที่นี่ไม่เกิน 0.5 กม. · เช็คอินได้วันละ 1 ครั้งต่อสถานที่ · มาหลายวันก็เก็บได้ทุกวัน

    เข้าสู่ระบบเพื่อลงรูป
    การเดินทาง

    ไปยังไง

    จากตัวเมืองหนองคายใช้ทางหลวง 212 สายหนองคาย–โพนพิสัย มุ่งไปท…

    เปิดในแอป Google Maps
    รถยนต์ / มอเตอร์ไซค์ราว 10 นาที

    ทางหลวง 212 จากตัวเมืองไปทางโพนพิสัย · ค่าน้ำมันเล็กน้อย

    ตุ๊กตุ๊กราว 15 นาที

    เหมาจากตัวเมือง ไป–กลับรวมรอ · ราว 200–300 บาท

    จักรยานราว 30 นาที

    เช่าจากเกสต์เฮาส์ในตัวเมือง · ราว 50 บาท/วัน

    รถโดยสารสายโพนพิสัย15–20 นาที และเดิน

    ลงปากทางแล้วเดินราว 1 กม. · ราคาไม่แพง

    ถนน

    ถนนลาดยางตลอดทางตามทางหลวง 212

    ที่จอดรถ

    ลานจอดรถหน้าทางเข้า

    ปั๊มน้ำมัน

    ปั๊มน้ำมันริมทางหลวง 212 ในตัวเมืองหนองคาย

    สัญญาณมือถือ

    สัญญาณมือถือใช้ได้ดี

    เวลาเปิด

    ทุกวัน 06:00–18:00 น. (ขึ้นชั้น 3 ของอาคารศาลาได้ 07:00–17:00 น.)

    ระยะทาง

    ราว 5 กม. จากตัวเมืองหนองคาย

    ค้นใน Google Maps ด้วยชื่อ

    ศาลาแก้วกู่ หนองคาย

    ค่าเข้าชาวต่างชาติ

    40 บาท

    คำถามที่พบบ่อย

    ถามบ่อย
    ก่อนไปศาลาแก้วกู่

    รวมคำตอบที่นักเที่ยวอยากรู้ก่อนออกเดินทาง อ่านจบในนาทีเดียว

    01

    ศาลาแก้วกู่เสียค่าเข้าไหม

    เสีย ผู้ใหญ่คนไทย 20 บาท เด็ก 10 บาท ชาวต่างชาติ 40 บาท

    02

    ศาลาแก้วกู่เป็นวัดไหม

    ไม่ใช่วัด เป็นอุทยานรูปปั้นของปู่บุญเหลือ ไม่มีพระสงฆ์จำพรรษา แต่คนนิยมมากราบไหว้

    03

    ทำไมคนเรียกว่าวัดแขก

    เพราะมีเทวรูปแบบฮินดูจำนวนมาก

    04

    เที่ยวนานแค่ไหน

    ราว 1–2 ชั่วโมง

    05

    ขึ้นไปไหว้ร่างปู่บุญเหลือได้ไหม

    ได้ ที่ชั้น 3 ของอาคารศาลา เวลา 07:00–17:00 น.

    06

    ทำไมชื่อศาลาแก้วกู่

    ตั้งตามชื่อ "แก้วกู่" นักพรตที่ปู่บุญเหลือนับถือเป็นอาจารย์

    พร้อมออกเดินทางไปศาลาแก้วกู่หรือยัง

    วันที่ดีที่สุดในสัปดาห์นี้คือ พุธ 28 ต.ค. · เช็คอินเมื่อไปถึงเพื่อเก็บแสตมป์

    เช็คอินนำทาง