01เวลาเปิด เวลาที่ใช้ และมุมถ่ายรูป
อุทยานและศูนย์ศึกษาราว 08:00–17:00 · ตลาดย้อนยุค ส.–อา. 08:30–17:00
1–2 ชั่วโมง
ลานอนุสาวรีย์ — รูปหล่อ 11 วีรชนกับท้องฟ้า
ฟรี
ไฮไลต์ห้ามพลาด
01
02
03
047 วันข้างหน้า
ไปวันไหนดี
ในสัปดาห์นี้
แตะการ์ดวันที่อยากไป เพื่อดูรายละเอียดอากาศ ฝน ฝุ่น และรายชั่วโมงของวันนั้น
ช่วงที่ควรไป ไปได้ทั้งวัน ฝนน้อยตลอดช่วงกลางวัน
ร้อนจัด รู้สึกเหมือน 42°C เลี่ยงกลางแจ้งช่วงเที่ยง ดื่มน้ำบ่อย ๆ
วันหยุด รถติดช่วงทางขึ้นและที่จอดเต็มเร็ว ควรออกเช้า
ทีละชั่วโมง
แถบสีเขียว = ช่วงเวลาที่ใช้คิดคะแนน
ช่วงที่ควรไป ไปได้ทั้งวัน ฝนน้อยตลอดช่วงกลางวัน
วันหยุด รถติดช่วงทางขึ้นและที่จอดเต็มเร็ว ควรออกเช้า
ทีละชั่วโมง
แถบสีเขียว = ช่วงเวลาที่ใช้คิดคะแนน
ช่วงที่ควรไป ไปได้ทั้งวัน ฝนน้อยตลอดช่วงกลางวัน · อาจมีละอองฝนบางช่วง
วันหยุด รถติดช่วงทางขึ้นและที่จอดเต็มเร็ว ควรออกเช้า
ทีละชั่วโมง
แถบสีเขียว = ช่วงเวลาที่ใช้คิดคะแนน
ช่วงที่ควรไป ช่วงดีที่สุด 06:00–15:00 ฝนน้อย · อาจมีละอองฝนบางช่วง
ไม่มีคำเตือนสำหรับวันนี้ ถนนและสภาพอากาศปกติ
ทีละชั่วโมง
แถบสีเขียว = ช่วงเวลาที่ใช้คิดคะแนน
ช่วงที่ควรไป ช่วงดีที่สุด 06:00–15:00 ฝนน้อย · อาจมีละอองฝนบางช่วง
ไม่มีคำเตือนสำหรับวันนี้ ถนนและสภาพอากาศปกติ
ทีละชั่วโมง
แถบสีเขียว = ช่วงเวลาที่ใช้คิดคะแนน
ช่วงที่ควรไป ไปได้ทั้งวัน ฝนน้อยตลอดช่วงกลางวัน
ไม่มีคำเตือนสำหรับวันนี้ ถนนและสภาพอากาศปกติ
ทีละชั่วโมง
แถบสีเขียว = ช่วงเวลาที่ใช้คิดคะแนน
ช่วงที่ควรไป ไปได้ทั้งวัน ฝนน้อยตลอดช่วงกลางวัน
ไม่มีคำเตือนสำหรับวันนี้ ถนนและสภาพอากาศปกติ
ทีละชั่วโมง
แถบสีเขียว = ช่วงเวลาที่ใช้คิดคะแนน
อุทยานค่ายบางระจัน
อุทยานค่ายบางระจัน อำเภอค่ายบางระจัน สิงห์บุรี เป็นอนุสรณ์สถานของชาวบ้านที่รวมตัวต้านทัพพม่าใน พ.ศ. 2308–2309 ก่อนกรุงศรีอยุธยาแตกไม่ถึงปี
ภายในมีอนุสาวรีย์วีรชน 11 คนที่รัชกาลที่ 9 เสด็จฯ ทรงเปิดเมื่อ พ.ศ. 2519 ค่ายจำลอง ศูนย์ศึกษาประวัติศาสตร์ และอยู่ตรงข้ามวัดโพธิ์เก้าต้น
- ชมอนุสาวรีย์และค่ายจำลอง อากาศเย็น
- ศูนย์ศึกษาประวัติศาสตร์และวัดโพธิ์เก้าต้น
- แสงเย็นที่อนุสาวรีย์
ควรถึง มาช่วงเช้าก่อน 10:00 แดดยังไม่แรง
- ลานอนุสาวรีย์รูปหล่อ 11 วีรชนกับท้องฟ้าเช้า
- ประตูค่ายจำลองทางเดินผ่านประตูไม้สาย
- วัดโพธิ์เก้าต้นมณฑปและสระน้ำเก่าบ่าย
แกลเลอรี
ภาพจาก Wikimedia Commons และผู้ร่วมเผยแพร่ · เครดิตเต็มดูได้ที่หน้าแบบเดิม
ข้อควรรู้เฉพาะที่นี่
ลานอนุสาวรีย์โล่ง พกหมวกและน้ำ
แต่งกายสุภาพเมื่อเข้าวัดโพธิ์เก้าต้น
ไม่ปีนป่ายรูปปั้นและค่ายจำลอง
ตลาดย้อนยุคเปิดเฉพาะเสาร์–อาทิตย์และวันหยุดต่อเนื่อง
- เริ่มที่ศูนย์ศึกษาประวัติศาสตร์ก่อน แล้วค่อยชมอนุสาวรีย์
- ข้ามไปไหว้หลวงปู่ธรรมโชติที่วัดโพธิ์เก้าต้น
- มาเสาร์–อาทิตย์แวะตลาดไทยย้อนยุคบ้านระจัน
- พกหมวกและน้ำ ลานกว้างแดดแรง
ผู้ใหญ่ 0 บาท · รถยนต์ 0 บาท · ใช้เวลาเที่ยว 1–2 ชั่วโมง
เสาร์–อาทิตย์ (ตลาดย้อนยุค) และวันหยุดยาว
| เข้าอุทยานและศูนย์ศึกษาประวัติศาสตร์ | ฟรี |
| ทำบุญที่วัดโพธิ์เก้าต้น ไม่บังคับ | ตามสะดวก |
เงินสดเป็นหลัก · ราคาอาจเปลี่ยนตามฤดูกาล ควรเช็กกับสถานที่
- มีเด็ก เหมาะกับเด็ก ได้เรียนรู้ประวัติศาสตร์ พื้นที่กว้าง
- ผู้สูงอายุ ทางเดินเรียบ มีศาลาพัก
- วีลแชร์ ลานอนุสาวรีย์และทางเดินส่วนใหญ่เรียบ
- สัตว์เลี้ยง ไม่ควรนำสัตว์เลี้ยงเข้าเขตวัด
- ตลาดไทยย้อนยุคบ้านระจันอาหารพื้นบ้าน ขนมไทย (ส.–อา.)
- ร้านอาหารในตัวเมืองสิงห์บุรีปลาช่อนแม่ลา
- แต่งกายสุภาพเมื่อเข้าวัด
- สำรวมบริเวณอนุสาวรีย์
- ไม่ปีนรูปปั้นหรือค่ายจำลอง
- ไม่ทิ้งขยะในสระและลำน้ำ
- แดดแรงช่วงเที่ยง
- ตลาดเปิดเฉพาะวันหยุด
- ระวังเด็กเล็กใกล้สระน้ำ
ไปเดือนไหนดี
แตะแต่ละเดือนบนวงล้อเพื่อดูอากาศ ฝน ฝุ่น และความหนาแน่นของคน จากสถิติย้อนหลัง 10 ปี
ช่วงที่ดีที่สุด · พ.ย. – ก.พ. อากาศเย็นสบาย เดินชมอุทยานและวัดได้นาน มาเสาร์–อาทิตย์จะได้แวะตลาดไทยย้อนยุคบ้านระจัน
ควรระวัง · มี.ค. – พ.ค. ร้อนจัด ลานอนุสาวรีย์โล่งแดดแรง ควรมาเช้าหรือบ่ายแก่
21°ม.ค.
23°ก.พ.
25°มี.ค.
27°เม.ย.
26°พ.ค.
26°มิ.ย.
26°ก.ค.
25°ส.ค.
25°ก.ย.
24°ต.ค.
24°พ.ย.
22°ธ.ค.
ต.ค. ตามสถิติ 24–31°C · ฝนเฉลี่ย 218 มม. (20 วันฝนตก) · ฟ้าโปร่ง 3 วัน · PM2.5 เฉลี่ย 15
เรื่องราวของที่นี่
อุทยานค่ายบางระจันตั้งอยู่ที่ตำบลบางระจัน อำเภอค่ายบางระจัน จังหวัดสิงห์บุรี ห่างตัวเมืองสิงห์บุรีราว 15 กิโลเมตรตามทางหลวงหมายเลข 3032 มีพื้นที่ราว 115 ไร่ เป็นที่ตั้งอนุสาวรีย์วีรชนค่ายบางระจัน ค่ายจำลอง และศูนย์ศึกษาประวัติศาสตร์ อยู่ตรงข้ามวัดโพธิ์เก้าต้นหรือวัดไม้แดง ซึ่งเชื่อกันว่าเป็นที่ตั้งค่ายของชาวบ้านในอดีต
อ่านต่ออีก 21 ย่อหน้า
ศึกบางระจันเกิดในรัชสมัยสมเด็จพระเจ้าเอกทัศ ช่วงที่กองทัพพม่ายกมาตีกรุงศรีอยุธยาก่อนเสียกรุงครั้งที่ 2 ชาวบ้านจากเมืองสิงห์บุรี วิเศษชัยชาญ สรรคบุรี และพื้นที่ใกล้เคียงรวมตัวกันที่ “บ้านระจัน” ซึ่งขรรค์ชัย บุนปาน และสุจิตต์ วงษ์เทศ ระบุว่าเป็นชื่อเดิมของบางระจัน เพื่อป้องกันตนเองจากทัพพม่าที่ผ่านมาหาเสบียงในเขตที่อุดมสมบูรณ์
ศ.ดร.สุเนตร ชุตินธรานนท์ อธิบายบริบทสงคราม พ.ศ. 2309–2310 ในศิลปวัฒนธรรมว่า พม่ายกมา 2 ทาง ทัพทวายของมังมหานรธาเข้าทางมะริดและตะนาวศรี ขึ้นมาตั้งค่ายทางใต้ของอยุธยาที่บางไทรและสีกุก ส่วนทัพเชียงใหม่ของเนเมียวสีหบดีเป็นทัพใหญ่ ไม่ใช่กองโจร ประชุมพลที่พิษณุโลกแล้วตีหัวเมืองตอนเหนือ เช่น พิจิตร นครสวรรค์ และอ่างทอง ท่านประเมินว่ากำลังพม่ามีมากกว่า 70,000 นายเฉพาะทหารราบ ชาวบางระจันจึงไม่น่าจะชะลอทัพใหญ่ได้ และบางระจันน่าจะเป็นค่ายใหญ่ที่ไม่ได้อยู่บนเส้นทางเดินทัพหลัก
ผู้นำทางใจของค่ายคือพระอาจารย์ธรรมโชติ ไทยรบพม่าของสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ระบุว่าท่านเป็นพระจากวัดเขานางบวช แขวงเมืองสุพรรณบุรี ได้รับนิมนต์มาปลุกขวัญชาวบ้าน แจกตะกรุดและประกอบพิธีทางไสยศาสตร์ ข้อมูลท่องเที่ยวยังเล่าว่าท่านเลือกที่ดอนซึ่งมีลำน้ำไหลผ่านเป็นที่ตั้งค่าย ทำให้มีน้ำใช้และมีแนวป้องกันตามธรรมชาติ
พระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยา ฉบับพระราชหัตถเลขา ซึ่งบรรยายเรื่องบางระจันละเอียดที่สุด ระบุผู้นำ 11 คน ได้แก่ พระอาจารย์ธรรมโชติ นายแท่น นายโชติ นายอิน นายเมือง นายดอก นายทองแก้ว พันเรือง นายทองเหม็น นายจันหนวดเขี้ยว และขุนสรรค์ ขณะที่รายชื่อบนอนุสาวรีย์และสื่อท่องเที่ยวบางแห่งต่างออกไปเล็กน้อย เช่น มีนายทองแสงใหญ่ หรือเรียกนายจันหนวดเขี้ยวว่านายจันเขียว
ฉบับพระราชหัตถเลขาบันทึกว่าพม่ายกมาตีค่าย 8 ครั้ง โดยมีนายทัพพม่า 8 คน เช่น งาจุนหวุ่น เยกิหวุ่น ติงจาโบ่ สุรินทจอข่อง แยจออากา จิแก อากาปันญี และพระนายกอง การรบครั้งที่ 4 ถือเป็นครั้งสำคัญ ฝ่ายไทยมีนายแท่นเป็นนายทัพ นายทองเหม็นเป็นปีกขวา พันเรืองเป็นปีกซ้าย และสุรินทจอข่องนายทัพพม่าถูกฟันศีรษะตายในที่รบ พงศาวดารบันทึกว่าพม่า “กลัวฝีมือไทยค่ายบ้านระจันนัก”
หนึ่งในเรื่องที่ถูกเล่าขานมากที่สุดคือนายทองเหม็น ฉบับพระราชหัตถเลขาเล่าว่าเป็นนักรบที่กล้าหาญและชอบดื่มสุรา วันหนึ่งเมาแล้วขี่กระบือเผือกบุกเข้าค่ายพม่าเพียงลำพัง จนถูกจับและทุบตาย ภาพนี้ต่อมากลายเป็นสัญลักษณ์ของความกล้าหาญในวรรณกรรมและภาพยนตร์
เมื่อศึกยืดเยื้อ ชาวค่ายขอปืนใหญ่และดินดำจากกรุงศรีอยุธยา แต่ทางกรุงไม่ให้ เพราะเกรงว่าหากค่ายแตกปืนจะตกเป็นของพม่าและถูกใช้ตีพระนคร พงศาวดารเล่าว่าพระยารัตนาธิเบศหล่อปืนใหญ่ให้ 2 กระบอก แต่ใช้สู้พม่าไม่ได้ ส่วนลิลิตดั้นสดุดีฯ ระบุว่าปืนที่ชาวบ้านหล่อเองร้าวใช้การไม่ได้ ในการรบครั้งสุดท้าย แม่ทัพพม่าที่ไทยรบพม่าเรียกว่า “สุกี้” และฉบับพระราชหัตถเลขาเรียกว่า “พระนายกอง” ใช้กลล่อให้ชาวบ้านออกรบนอกค่ายจนล้มตายจำนวนมาก แล้วค่ายก็แตก
ข้อมูลของ สผ. ระบุว่าเหตุการณ์เริ่มใน พ.ศ. 2308 ชาวบ้านต้านทานพม่าได้ราว 5 เดือน ก่อนค่ายแตกใน พ.ศ. 2309 จากนั้นไม่ถึงปี กรุงศรีอยุธยาก็เสียแก่พม่าใน พ.ศ. 2310 ส่วนพระอาจารย์ธรรมโชติ ไทยรบพม่าระบุเพียงว่าหายไปหลังค่ายแตก
หลักฐานเรื่องบางระจันยังเป็นที่ถกเถียง พระราชพงศาวดารฉบับพันจันทนุมาศ (เจิม) ซึ่งเขียนใน พ.ศ. 2317 และใกล้เหตุการณ์ที่สุด เอ่ยชื่อเพียง 2 คน คือนายจันเขี้ยวกับพระอาจารย์วัดเขานางบวช ส่วนรายชื่ออื่นปรากฏในเอกสารสมัยรัชกาลที่ 4 พงศาวดารฉบับอื่น เช่น ฉบับบริติชมิวเซียม และฉบับหมอบรัดเลย์ กล่าวถึงเพียงไม่กี่บรรทัด และนักประวัติศาสตร์ระบุว่าฝั่งพม่าไม่มีหลักฐานกล่าวถึงค่ายบางระจันเลย
ในอีกด้าน ศ.ดร.สุเนตรชี้ว่าบางระจันปรากฏในหลักฐานฝ่ายไทยเกือบทุกชิ้น ทั้งพระราชพงศาวดาร คำให้การ คำให้การกรมหลวงนรินทรเทวี และปูมโหร และคำให้การขุนหลวงหาวัดระบุว่า “ค่ายบ้านระจัน” เป็นหนึ่งใน 18 ค่ายที่พม่าตั้งล้อมกรุงศรีอยุธยา แสดงว่าเมื่อพม่ายึดได้ ก็ไม่ได้เผาทิ้ง แต่ใช้เป็นฐานตีพระนคร ท่านยังมองว่าการรวมตัวของชาวบ้านจากแขวงวิเศษชัยชาญ สุพรรณบุรี สิงห์บุรี และสรรคบุรี ซึ่งเป็นแหล่งข้าวและกำลังคนสำคัญ น่าจะเพื่อป้องกันการปล้นสะดมทั้งจากพม่าและจากโจรในยามข้าวยากหมากแพง การรวมกลุ่มเช่นนี้ผิดกฎหมายในยามปกติแต่เกิดได้ทั่วไปในยามศึก และเมื่อพระยารัตนาธิเบศออกไปเรี่ยไรทองหล่อปืนใหญ่ 2 กระบอกที่บ้านระจัน ก็แสดงว่ารัฐอยุธยาเข้ามาเสริมให้ค่ายเป็นที่มั่นในแนวป้องกันพระนคร
การตีความก็หลากหลาย อาจารย์สมฤทธิ์ ลือชัย เสนอว่าชาวบ้านรวมตัวเพื่อปกป้องชีวิตและทรัพย์สินของตนเอง เพราะแนวคิดเรื่อง “ชาติ” เพิ่งเกิดในสมัยรัชกาลที่ 4–5 และถูกเน้นในสมัยจอมพล ป. พิบูลสงคราม ซึ่งเรื่องบางระจันถูกใช้หล่อหลอมความคิดชาตินิยม ส่วนขรรค์ชัยและสุจิตต์มองว่าชาวบ้านสู้เพื่อ “มาตุภูมิ” หรือบ้านเกิด และน่าจะใช้คูเมืองเก่าเป็นที่กำบังเพราะสร้างค่ายใหม่ไม่ทัน
งานวิชาการรุ่นหลังศึกษาบางระจันในฐานะเรื่องเล่า บทความของอาทรี วณิชตระกูล (มหาวิทยาลัยบูรพา, พ.ศ. 2558) วิเคราะห์ทั้งพงศาวดารและนวนิยายของไม้ เมืองเดิม และพบว่าการบันทึกวีรกรรมของชาวบ้านมีความสัมพันธ์เชิงอำนาจแฝงอยู่ พร้อมอุดมการณ์รักชาติที่ถูกผลิตซ้ำผ่านแบบเรียนและสื่อสมัยใหม่ ส่วนบทความของศุภกาณฑ์ นานรัมย์ (มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนครศรีอยุธยา, พ.ศ. 2560) มองว่าเหตุการณ์นี้แสดงว่าการป้องกันบ้านเมืองไม่ได้เป็นหน้าที่ของชนชั้นปกครองเท่านั้น และเรื่องบางระจันยังถูกถ่ายทอดซ้ำทั้งในวรรณกรรม ภาพยนตร์ ละคร และเพลง
เรื่องบางระจันกลายเป็นวรรณกรรมสำคัญผ่าน “ลิลิตดั้นสดุดีบ้านบางระจัน” ของพระยาอุปกิตศิลปสาร แต่งเสร็จใน พ.ศ. 2465 สมัยรัชกาลที่ 6 และพิมพ์ใน พ.ศ. 2472 นับเป็นวรรณกรรมสดุดีสามัญชนเรื่องแรกของไทย แทนที่จะสดุดีกษัตริย์ตามขนบ ผู้แต่งตีความการต่อสู้เป็นการรบเพื่อชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ และกระทรวงศึกษาธิการเคยใช้เป็นแบบเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6
ต่อมาเรื่องนี้ถูกเล่าผ่านนวนิยาย “บางระจัน” ของไม้ เมืองเดิม และภาพยนตร์ “บางระจัน” ใน พ.ศ. 2543 ซึ่งบท “อ้ายทองเหม็น” ทำให้บิณฑ์ บรรลือฤทธิ์ ได้รับรางวัลนักแสดงนำชายยอดเยี่ยม ทำให้เรื่องบางระจันเป็นที่รู้จักกว้างขวางขึ้นอีกครั้ง
ชะตากรรมของพระอาจารย์ธรรมโชติหลังค่ายแตกมีหลายเรื่องเล่า เมื่อ พ.ศ. 2519 คณะกรรมการอนุรักษ์โบราณสถานสุพรรณบุรีได้ฟังคำบอกเล่าของทายกวัดเขานางบวชว่าท่านกลับไปจำพรรษาที่วัดเดิม และหายเข้าไปในอุโมงค์ใต้วิหาร อีกเรื่องหนึ่งอ้างถึงจารึกในถ้ำที่ดงพญาไฟ ทั้งหมดเป็นเรื่องเล่าท้องถิ่นที่ยังไม่มีหลักฐานยืนยัน
การพัฒนาพื้นที่เป็นอนุสรณ์สถานเริ่มเมื่อ พ.ศ. 2493 ทางราชการตั้งคณะกรรมการบูรณะฟื้นฟู และให้กรมศิลปากรขุดแต่งตัวค่ายและสระ ต่อมา พ.ศ. 2513 คณะกรรมการดำริให้สร้างค่ายจำลองแทนค่ายไม้เดิม ประกอบด้วยป้อมใหญ่ 2 ป้อม ป้อมเล็ก 3 ป้อม และกำแพงระเนียด
ความทรงจำเรื่องบางระจันยังกลายเป็นชื่ออำเภอ วิกิพีเดียภาษาอังกฤษระบุว่าเมื่อ พ.ศ. 2509 รัฐบาลบูรณะค่ายและตกลงตั้งอำเภอใหม่เพื่อรำลึกถึงการรบ วันที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2515 จึงแยกพื้นที่ออกจากอำเภอบางระจันตั้งเป็นกิ่งอำเภอค่ายบางระจัน มี 5 ตำบล ยกฐานะเป็นอำเภอใน พ.ศ. 2519 และตั้งตำบลหนองกระทุ่มเป็นตำบลที่ 6 ใน พ.ศ. 2523 อำเภอมีพื้นที่ราว 88.4 ตารางกิโลเมตร ประชากรราว 28,000 คน (พ.ศ. 2557)
อนุสาวรีย์วีรชนค่ายบางระจันออกแบบและสร้างโดยกรมศิลปากร เป็นประติมากรรมรูปหล่อผู้นำชาวค่าย 11 คน ในท่าทางฮึกเหิม ถืออาวุธที่ดัดแปลงจากเครื่องมือทำกิน พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เสด็จฯ ทรงเปิดเมื่อ 29 กรกฎาคม พ.ศ. 2519
วัดโพธิ์เก้าต้นที่อยู่ตรงข้ามอุทยาน ชาวบ้านเรียกว่าวัดไม้แดงตามต้นไม้แดงในวัด กรมศิลปากรขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานเมื่อ พ.ศ. 2498 ภายในมีมณฑปประดิษฐานรูปเหมือนหลวงปู่ธรรมโชติที่ชาวสิงห์บุรีเคารพมาก พระครูวิชิตวุฒิคุณ เจ้าอาวาส ริเริ่ม “ตลาดไทยย้อนยุคบ้านระจัน” ซึ่งเปิดเสาร์–อาทิตย์และวันหยุดต่อเนื่อง 08.30–17.00 น. ผู้ค้าแต่งกายย้อนยุค และมีการสาธิตการตีดาบ
ศูนย์ศึกษาประวัติศาสตร์วีรชนค่ายบางระจันมีห้องนิทรรศการ 3 ห้อง ได้แก่ เรื่องค่ายบางระจันและโบราณวัตถุ มรดกเมืองสิงห์บุรี และวิถีชีวิตชาวสิงห์บุรี อุทยานและพิพิธภัณฑ์เข้าชมฟรี
อุทยานค่ายบางระจันเป็นพื้นที่รำลึกถึงผู้เสียชีวิตในสงคราม ผู้มาเยือนควรแต่งกายสุภาพ โดยเฉพาะเมื่อเข้าวัดโพธิ์เก้าต้น สำรวมกิริยาบริเวณอนุสาวรีย์ และไม่ปีนป่ายรูปปั้นหรือค่ายจำลอง
- 2308ชาวบ้านรวมตัวตั้งค่ายบ้านระจัน เริ่มรับศึกพม่า
- 2309ค่ายแตกหลังต้านทานได้ราว 5 เดือน (พงศาวดารว่าพม่าตี 8 ครั้ง)
- 2310กรุงศรีอยุธยาเสียแก่พม่า
- 2317พงศาวดารฉบับพันจันทนุมาศ (เจิม) บันทึกเรื่องบางระจันสั้น ๆ
- สมัยรัชกาลที่ 4เอกสารที่ให้รายชื่อผู้นำครบปรากฏ (ฉบับพระราชหัตถเลขา)
- 2465พระยาอุปกิตศิลปสารแต่งลิลิตดั้นสดุดีบ้านบางระจัน
- 2472ลิลิตดั้นสดุดีฯ ตีพิมพ์ครั้งแรก
ดูอีก 9 เหตุการณ์
- 2493ตั้งคณะกรรมการบูรณะ กรมศิลปากรขุดแต่งค่ายและสระ
- 2498วัดโพธิ์เก้าต้นขึ้นทะเบียนโบราณสถาน
- 2509รัฐบาลบูรณะค่ายและตกลงตั้งอำเภอใหม่ (ตามวิกิพีเดียภาษาอังกฤษ)
- 2513ดำริสร้างค่ายจำลอง ป้อมใหญ่ 2 ป้อมเล็ก 3
- 25151 ก.พ. ตั้งกิ่งอำเภอค่ายบางระจัน 5 ตำบล
- 251929 ก.ค. รัชกาลที่ 9 เสด็จฯ ทรงเปิดอนุสาวรีย์วีรชนค่ายบางระจัน
- 2519ยกฐานะกิ่งอำเภอค่ายบางระจันเป็นอำเภอ
- 2523ตั้งตำบลหนองกระทุ่ม ตำบลที่ 6
- 2543ภาพยนตร์ “บางระจัน” ออกฉาย





เช็คอินและรูปจากนักเที่ยว
ไปถึงแล้วกดเช็คอิน เก็บตราประทับ และบอกคนอื่นว่าตอนนี้ที่นี่เป็นยังไง
ตรวจก่อนว่าคุณอยู่ในระยะเช็คอินไหม จะได้ไม่ต้องกรอกเสียเปล่า
ต้องเปิดตำแหน่งและอยู่ใกล้ที่นี่ไม่เกิน 0.2 กม. · เช็คอินได้วันละ 1 ครั้งต่อสถานที่ · มาหลายวันก็เก็บได้ทุกวัน
ลงรูปได้จากทุกที่ ไม่ต้องอยู่ในระยะเช็คอิน · เลือกได้ครั้งละไม่เกิน 20 รูป · JPG / PNG / WebP · ระบบลบข้อมูลตำแหน่ง GPS ในรูปให้อัตโนมัติ
ไปยังไง
จากตัวเมืองสิงห์บุรีใช้ทางหลวง 3032 ขับราว 15 กม. ถึงอุทยานค…
ทางหลวง 3032
ทางหลวง 1 / 32 → 3032
จากตัวเมืองสิงห์บุรีใช้ทางหลวง 3032 ราว 15 กม. ถึงอุทยานค่ายบางระจัน
ลานจอดรถในอุทยานและวัดโพธิ์เก้าต้น
ปั๊มน้ำมันในตัวเมืองสิงห์บุรีและริมทางหลวง
สัญญาณมือถือดี
อุทยานและศูนย์ศึกษาราว 08:00–17:00 · ตลาดย้อนยุค ส.–อา. 08:30–17:00
ราว 15 กม. จากตัวเมืองสิงห์บุรี
อุทยานค่ายบางระจัน
0 บาท
ที่พักใกล้อุทยานค่ายบางระจัน
ราคาโดยประมาณต่อคืน สำหรับ 2 คน (สัปดาห์หน้า) · ราคาจริงขึ้นกับวันที่จอง
ถามบ่อย
ก่อนไปอุทยานค่ายบางระจัน
รวมคำตอบที่นักเที่ยวอยากรู้ก่อนออกเดินทาง อ่านจบในนาทีเดียว
ศึกบางระจันเกิดขึ้นเมื่อไหร่
ราว พ.ศ. 2308–2309 ก่อนกรุงศรีอยุธยาแตกใน พ.ศ. 2310
ผู้นำค่ายบางระจันมีใครบ้าง
ตามพงศาวดารฉบับพระราชหัตถเลขามี 11 คน รวมพระอาจารย์ธรรมโชติ นายแท่น นายทองเหม็น และนายจันหนวดเขี้ยว
อุทยานค่ายบางระจันเสียค่าเข้าไหม
ไม่เสียค่าเข้า ทั้งอุทยานและศูนย์ศึกษาประวัติศาสตร์
อนุสาวรีย์เปิดเมื่อไหร่
รัชกาลที่ 9 เสด็จฯ ทรงเปิดเมื่อ 29 กรกฎาคม 2519
วัดโพธิ์เก้าต้นอยู่ที่ไหน
อยู่ฝั่งตรงข้ามอุทยาน เชื่อว่าเป็นที่ตั้งค่ายเดิม และมีรูปเหมือนหลวงปู่ธรรมโชติ

พร้อมออกเดินทางไปอุทยานค่ายบางระจันหรือยัง
วันที่ดีที่สุดในสัปดาห์นี้คือ พุธ 28 ต.ค. · เช็คอินเมื่อไปถึงเพื่อเก็บแสตมป์
