ข้ามไปเนื้อหา
พฤ. 15 ต.ค. 2569 17:14 น.
เข้าสู่ระบบ
วันนี้ไปได้ แต่ระวัง6/10
BANGKOK · ROYAL TEMPLE

วัดพระศรีรัตนศาสดาราม (วัดพระแก้ว)

วัดในพระบรมมหาราชวังที่สร้างพร้อมกรุงรัตนโกสินทร์ เป็นที่ประดิษฐานพระแก้วมรกต พระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมือง ชมพระศรีรัตนเจดีย์สีทอง ยักษ์ทวารบาล และจิตรกรรมรามเกียรติ์ 178 ห้องรอบระเบียงคด

  • วัด
เช็กก่อนไป7 วันข้างหน้า ไปวันไหนดี ดีที่สุดจันทร์ 19
อัปเดต 16:59 น.
สภาพอากาศ · วันนี้พยากรณ์ 7 วัน →
โอกาสฝน–%
อุณหภูมิ–°C
ฝุ่น PM2.5–µg/m³
ดัชนี UV–
ตรวจความปลอดภัยวันนี้ · ปกติทุกด้าน
  • อากาศรุนแรงไม่รุนแรง · ฝนทั่วไป
  • แผ่นดินไหวไม่มีใน 48 ชม.
  • ภัยพิบัติใหญ่ไม่มี
  • ประกาศสถานที่ไม่มี
A LITTLE INTRODUCTION

รู้จักที่นี่

ภาพรวม · ไฮไลต์ · เหมาะกับใคร

วัดพระศรีรัตนศาสดาราม หรือวัดพระแก้ว ตั้งอยู่ในเขตพระบรมมหาราชวัง เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร สร้างขึ้นพร้อมการสถาปนากรุงรัตนโกสินทร์ในรัชกาลที่ 1 เพื่อเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร หรือพระแก้วมรกต พระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมืองของไทย

วัดนี้เป็นวัดในพระราชวังตามแบบวัดพระศรีสรรเพชญ์ของกรุงศรีอยุธยา จึงไม่มีพระสงฆ์จำพรรษา ภายในมีพระอุโบสถ พระศรีรัตนเจดีย์ พระมณฑป ปราสาทพระเทพบิดร จำลองนครวัด ยักษ์ทวารบาล และจิตรกรรมรามเกียรติ์ 178 ห้องบนผนังระเบียงคด

เปิดให้เข้าชมทุกวัน 08:30–16:30 น. (ขายบัตรถึง 15:30 น.) คนไทยเข้าฟรีเมื่อแสดงบัตรประชาชน ชาวต่างชาติ 500 บาท รวมพระบรมมหาราชวังและพิพิธภัณฑ์ผ้า ต้องแต่งกายสุภาพ

ไฮไลต์ห้ามพลาด

พระแก้วมรกต

พระแก้วมรกต

พระพุทธรูปหยกสีเขียวสูงราว 66 ซม. ทรงเครื่องตามฤดูกาล

พระศรีรัตนเจดีย์

พระศรีรัตนเจดีย์

เจดีย์ทรงลังกาสีทองที่รัชกาลที่ 4 โปรดให้สร้าง

ยักษ์ทวารบาล

ยักษ์ทวารบาล

ยักษ์สูงราว 5 เมตร 12 ตน เฝ้าประตูทั้ง 6 ทิศ

จิตรกรรมรามเกียรติ์

จิตรกรรมรามเกียรติ์

ภาพเล่าเรื่องรามเกียรติ์ 178 ห้องรอบระเบียงคด

ปราสาทพระเทพบิดร

ปราสาทพระเทพบิดร

ประดิษฐานพระบรมรูปพระมหากษัตริย์ราชวงศ์จักรี เปิดเฉพาะวันที่ 6 เมษายน

เตรียมตัวก่อนไป

เดินทางได้ด้วย
เหมาะกับ
สิ่งอำนวยความสะดวก
BEFORE YOU GO

เช็กก่อนไป

อากาศ ฝุ่น และความหนาแน่นของคน ก่อนออกเดินทาง

พยากรณ์สดอัปเดต 16:59 น.
ฟ้าใส / วิวชัด

ช่วงเวลาไหนดี — รายชั่วโมง

แท่ง = โอกาสฝน %ช่วงที่แนะนำตัวเลขบน = อุณหภูมิ °C

รายละเอียดวันนี้

Open-Meteo
กำลังโหลดข้อมูล…

ข้อควรระวังเฉพาะที่นี่

  • แต่งกาย เคร่งครัดมาก ห้ามเสื้อแขนกุด กางเกงขาสั้น กระโปรงสั้น และเสื้อผ้าบางหรือขาด แต่งไม่ผ่านจะเข้าไม่ได้
  • มิจฉาชีพ อย่าเชื่อคนแปลกหน้าที่บอกว่า 'วันนี้วังปิด' แล้วชวนขึ้นตุ๊กตุ๊กไปที่อื่น ให้เดินไปถามที่ประตูทางเข้าเอง
  • ในพระอุโบสถ ถอดรองเท้าและหมวก ห้ามถ่ายภาพภายในพระอุโบสถ
ดูเพิ่มค่าใช้จ่าย · คนเยอะไหม · คำเตือนการเดินทาง · อากาศละเอียด

ของที่ควรพก —

ค่าใช้จ่ายโดยประมาณ

2 คน

    ความหนาแน่นของคน — ประมาณการ

    คำเตือนการเดินทาง

    WHEN TO GO

    ไปเดือนไหนดี

    แตะเดือนเพื่อดูอากาศ ฝน ฝุ่น และความหนาแน่นของคน

    ดีมากพอได้ควรเลี่ยง
    ช่วงที่ดีที่สุดพ.ย. – ก.พ.

    พ.ย. – ก.พ. อากาศเย็นที่สุดของกรุงเทพฯ เดินกลางแจ้งสบายกว่า ควรมาตอนเปิด 08:30 น. ก่อนกรุ๊ปทัวร์มาถึงและก่อนแดดแรง

    ควรระวัง

    เม.ย. – พ.ค. ร้อนจัด ลานหินอ่อนและลานกว้างแทบไม่มีร่มเงา ส่วน ก.ย. – ต.ค. ฝนตกหนักบ่อย และช่วงวันหยุดยาวหรือมีพระราชพิธี อาจปิดบางส่วนหรือปิดทั้งวัน

    อากาศ
    ฝน
    ฝุ่นควัน
    คนแน่น

    ดูสถิติอากาศจริงย้อนหลัง 10 ปีอุณหภูมิ วันฝนตก วันฟ้าโปร่ง และฝุ่น รายเดือน
    STORIES & HISTORY

    ประวัติและเรื่องเล่า

    ตำนาน · ประวัติศาสตร์ · สถาปัตยกรรม

    17 ช่วงเวลาสำคัญ

    ตำนานพระแก้วมรกตในคัมภีร์รัตนพิมพวงศ์ ซึ่งแต่งขึ้นราวคริสต์ศตวรรษที่ 15 เล่าว่า พระนาคเสนเถระสร้างพระพุทธรูปองค์นี้ที่เมืองปาฏลีบุตรในอินเดียเมื่อราว 43 ปีก่อนคริสตกาล โดยมีพระวิษณุและพระอินทร์ช่วยหาแก้ววิเศษ ก่อนที่พระพุทธรูปจะเดินทางผ่านหลายแผ่นดินตามตำนาน ฉบับต้นฉบับที่เก่าที่สุดซึ่งยังเหลืออยู่คัดลอกเมื่อ พ.ศ. 2331

    ในทางประวัติศาสตร์ พระแก้วมรกตปรากฏครั้งแรกที่เชียงราย อาณาจักรล้านนา ราว พ.ศ. 1977 เมื่อฟ้าผ่าเจดีย์องค์หนึ่งจนพังลง พบพระพุทธรูปที่ลงรักปิดทองไว้ทั้งองค์ ต่อมาปูนที่ปลายพระนาสิกกะเทาะออกจึงเห็นเนื้อหินสีเขียวข้างใน องค์พระสูงราว 66 เซนติเมตร หน้าตักกว้างราว 48 เซนติเมตร ทำจากหินสีเขียวเนื้อหยกหรือเจสเปอร์ คำว่า "มรกต" จึงหมายถึงสีมากกว่าเนื้อวัสดุ

    เมื่อพระเจ้าสามฝั่งแกนจะอัญเชิญไปเชียงใหม่ ช้างที่บรรทุกกลับเดินไปทางลำปางทุกครั้ง พระแก้วมรกตจึงประดิษฐานที่วัดพระแก้วดอนเต้า ลำปาง ราว 32 ปี จน พ.ศ. 2011 พระเจ้าติโลกราชอัญเชิญไปประดิษฐานในเจดีย์หลวง เชียงใหม่ อีกราว 84 ปี

    อ่านประวัติต่ออีก 19 ย่อหน้า

    พ.ศ. 2095 พระไชยเชษฐาธิราช ซึ่งเคยครองเชียงใหม่ อัญเชิญพระแก้วมรกตไปหลวงพระบาง เมืองหลวงของล้านช้าง และเมื่อย้ายราชธานีไปเวียงจันทน์ใน พ.ศ. 2107 ก็อัญเชิญไปประดิษฐานที่หอพระแก้ว พระแก้วมรกตอยู่ที่เวียงจันทน์นานราว 214 ปี

    พ.ศ. 2322 สมัยกรุงธนบุรี เจ้าพระยาจักรียกทัพไปตีเวียงจันทน์ และอัญเชิญพระแก้วมรกตกลับมา ประดิษฐานในโรงพระแก้วใกล้วัดแจ้ง (วัดอรุณราชวราราม) ริมฝั่งตะวันตกของแม่น้ำเจ้าพระยา

    วัดพระแก้วสร้างขึ้นพร้อมพระบรมมหาราชวังเมื่อสถาปนากรุงรัตนโกสินทร์วัดพระแก้วสร้างขึ้นพร้อมพระบรมมหาราชวังเมื่อสถาปนากรุงรัตนโกสินทร์ · ภาพ: Ninara
    วัดพระแก้วสร้างขึ้นพร้อมพระบรมมหาราชวังเมื่อสถาปนากรุงรัตนโกสินทร์ภาพ: Ninara · CC BY 4.0

    วันที่ 6 เมษายน 2325 เจ้าพระยาจักรีขึ้นครองราชย์เป็นพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช (รัชกาลที่ 1) ปฐมกษัตริย์ราชวงศ์จักรี และย้ายราชธานีมาฝั่งตะวันออกของแม่น้ำ พร้อมโปรดให้สร้างพระบรมมหาราชวังและวัดพระศรีรัตนศาสดารามขึ้นในเขตพระราชฐาน ตามแบบวัดพระศรีสรรเพชญ์ในวังหลวงกรุงศรีอยุธยา จึงเป็นวัดที่ไม่มีพระสงฆ์จำพรรษา ชื่อพระนคร "รัตนโกสินทร์" ซึ่งหมายถึงแก้วของพระอินทร์ ก็มาจากพระแก้วมรกตนี่เอง

    พระอุโบสถเริ่มสร้างตั้งแต่ราว พ.ศ. 2325–2326 และอัญเชิญพระแก้วมรกตข้ามแม่น้ำมาประดิษฐานในปี 2327 หลายแหล่งระบุวันที่ 22 มีนาคม 2327 บางแหล่งระบุ 7 มีนาคม แต่กรมศิลปากรตรวจสอบแล้วว่าตรงกับวันที่ 28 กุมภาพันธ์ ซึ่งในการนับศักราชแบบเก่ายังเป็นปี 2327 (ค.ศ. 1785) พระอุโบสถมีเสา 48 ต้น ครุฑยุดนาค 112 ตน สิงห์สำริด 12 ตัว และซุ้มเสมา 8 ซุ้ม

    รัชกาลที่ 1 โปรดให้สร้างเครื่องทรงพระแก้วมรกตสำหรับฤดูร้อนและฤดูฝน ส่วนเครื่องทรงฤดูหนาวสร้างในรัชกาลที่ 3 พระมหากษัตริย์หรือผู้แทนพระองค์จะเสด็จมาเปลี่ยนเครื่องทรงปีละ 3 ครั้งตามฤดูกาลจนถึงปัจจุบัน หลังทรงชำระพระไตรปิฎกใน พ.ศ. 2331 รัชกาลที่ 1 ยังโปรดให้สร้างพระมณฑปเป็นที่ประดิษฐานตู้พระไตรปิฎก

    หอพระไตรปิฎกหลังเดิมกลางสระน้ำเกิดเพลิงไหม้ รัชกาลที่ 1 จึงโปรดให้สร้างพระมณฑปขึ้นแทนใน พ.ศ. 2332 ตามคติเขาพระสุเมรุ ยอดซ้อน 7 ชั้น ภายในตั้งตู้ประดับมุกเก็บพระไตรปิฎกฉบับทองทั้ง 84,000 พระธรรมขันธ์ ส่วนหอพระมณเฑียรธรรมที่อยู่ใกล้กันก็ใช้เป็นหอพระไตรปิฎกและที่ประชุมสงฆ์

    รัชกาลที่ 3 ทรงบูรณะทั้งวัดครั้งใหญ่ระหว่าง พ.ศ. 2374–2391 โปรดให้เขียนภาพในพระอุโบสถใหม่ ซ่อมพระระเบียงและวิหารยอด ขยายพระอัษฎามหาเจดีย์ 8 องค์ทางทิศตะวันออกให้ใหญ่ขึ้นและบรรจุพระบรมสารีริกธาตุ ขยายหอพระนาก และสร้างยักษ์ทวารบาลชุดใหม่ที่เฝ้าประตูมาจนทุกวันนี้ ภายในพระอุโบสถมีภาพปฐมสมโพธิ มารผจญ ไตรภูมิ และทศชาติชาดก

    พระศรีรัตนเจดีย์ที่รัชกาลที่ 4 โปรดให้สร้างเมื่อ พ.ศ. 2398พระศรีรัตนเจดีย์ที่รัชกาลที่ 4 โปรดให้สร้างเมื่อ พ.ศ. 2398 · ภาพ: Drpichai1234
    พระศรีรัตนเจดีย์ที่รัชกาลที่ 4 โปรดให้สร้างเมื่อ พ.ศ. 2398ภาพ: Drpichai1234 · CC BY-SA 4.0

    วัดพระแก้วได้รับการบูรณะใหญ่ทุกครั้งที่พระนครครบรอบสำคัญ ครั้งแรกคือรัชกาลที่ 3 ซึ่งเริ่มบูรณะใน พ.ศ. 2374 ให้ทันฉลองกรุงครบ 50 ปีใน พ.ศ. 2375 ต่อมาใน พ.ศ. 2398 รัชกาลที่ 4 โปรดให้สร้างพระศรีรัตนเจดีย์ทรงลังกาเพื่อบรรจุพระบรมสารีริกธาตุจากศรีลังกา สร้างปราสาทพระเทพบิดร (เดิมชื่อพุทธปรางค์ปราสาท) และโปรดให้จำลองปราสาทนครวัดไว้ในวัด หลังมีการค้นพบนครวัดในกัมพูชาอีกครั้งเมื่อราว พ.ศ. 2403

    รัชกาลที่ 4 ยังโปรดให้ขยายลานพระมณฑป สร้างหอพระคันธารราษฎร์ และสร้างหอพระราชกรมานุสรณ์กับหอพระราชพงศานุสรณ์ข้างพระโพธิธาตุพิมาน ภายในเขียนภาพพระราชพงศาวดารฝีมือขรัวอินโข่ง จิตรกรผู้นำเทคนิคแสงเงาและทัศนียภาพแบบตะวันตกมาใช้ในจิตรกรรมไทย หอพระราชพงศานุสรณ์ยังเป็นที่ตั้งเครื่องสักการะในพิธีถือน้ำพระพิพัฒน์สัตยา

    งานบูรณะครั้งใหญ่ที่สุดเกิดในรัชกาลที่ 5 เมื่อ พ.ศ. 2422 พระองค์ทรงปฏิญาณจะบูรณะวัดให้เสร็จทันฉลองกรุงครบ 100 ปี โดยให้พระอนุชาแต่ละพระองค์รับผิดชอบงานแต่ละส่วน เช่น ปูพื้นหินอ่อนพระอุโบสถ ทำศิลาจารึก ดาดทองเหลืองพื้น และซ่อมบานประตูประดับมุก กรมหมื่นอดิศรอุดมเดชทรงสั่งกระเบื้องเคลือบจากเยอรมนีมาประดับพระศรีรัตนเจดีย์ ทุนทั้งหมดมาจากเงินพระคลังข้างที่ที่รัชกาลที่ 3 ทรงทิ้งไว้รวมกับเงินส่วนพระองค์ ไม่ได้เบิกจากคลังแผ่นดิน งานเสร็จเมื่อวันที่ 13 เมษายน 2425 ใช้เวลา 2 ปี 3 เดือน 20 วัน และจัดงานฉลองวัดวันที่ 21 เมษายน 2425 พร้อมการสมโภชพระนคร 100 ปี

    ในงานบูรณะครั้งเดียวกัน หม่อมเจ้าประวิช ชุมสาย สร้างนครวัดจำลองที่ค้างมาตั้งแต่รัชกาลที่ 4 จนสำเร็จ และมีการสั่งรูปปั้นหินอ่อนจากยุโรปมาประดับลานวัด ซึ่งบางชิ้นเป็นรูปจักรพรรดินโปเลียนที่ 3 ตามบันทึกชาวตะวันตกร่วมสมัย รูปปั้นแบบตะวันตกเหล่านี้ถูกย้ายไปจัดแสดงที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติเมื่อ พ.ศ. 2470

    พ.ศ. 2446 เกิดไฟไหม้ปราสาทพระเทพบิดร และได้รับการสร้างขึ้นใหม่ในรัชกาลที่ 6 ปัจจุบันเป็นที่ประดิษฐานพระบรมรูปพระมหากษัตริย์ราชวงศ์จักรี และเปิดให้ประชาชนเข้าสักการะเฉพาะวันที่ 6 เมษายน วันจักรี

    รัชกาลที่ 6 โปรดให้เปลี่ยนชื่อพุทธปรางค์ปราสาทเป็นปราสาทพระเทพบิดร และวันที่ 6 เมษายน 2461 ได้อัญเชิญพระบรมรูปพระมหากษัตริย์ 5 รัชกาลแรกเข้าประดิษฐาน ปัจจุบันมีพระบรมรูปพระมหากษัตริย์ราชวงศ์จักรีรวม 9 รัชกาล

    การบูรณะตามรอบพระนครยังสืบต่อมา รัชกาลที่ 7 โปรดให้บูรณะฉลองกรุงครบ 150 ปีใน พ.ศ. 2475 และรัชกาลที่ 9 โปรดให้บูรณะใหญ่ฉลองกรุงครบ 200 ปีใน พ.ศ. 2525 วัดยังเป็นสถานที่ประกอบพระราชพิธีสำคัญ เช่น พิธีถือน้ำพระพิพัฒน์สัตยา ซึ่งในอดีตจัดปีละ 2 ครั้ง

    การบูรณะในรัชกาลที่ 7 เพื่อฉลอง 150 ปีใช้งบราว 600,000 บาท ในรัชกาลที่ 8 มีการทำเชิงผนังคอนกรีตกันความชื้นที่ทำให้จิตรกรรมระเบียงคดชำรุด ส่วนรัชกาลที่ 9 ซ่อมจิตรกรรมระเบียงทั้ง 4 ด้านจนเสร็จทันฉลอง 200 ปี โดยเชิญช่างเขียนรุ่นที่เคยซ่อมเมื่อฉลอง 150 ปีกลับมาทำงานร่วมกับช่างรุ่นใหม่ที่ต้องสอบฝีมือก่อน เช่น สง่า มะยุระ ผู้เขียนห้องที่ 161 และจักรพันธุ์ โปษยกฤต ผู้เขียนห้องที่ 159–160 และในรัชกาลปัจจุบันมีการบูรณะบางจุดเพื่อพระราชพิธีบรมราชาภิเษกใน พ.ศ. 2562

    จิตรกรรมรามเกียรติ์บนผนังระเบียงคดที่ได้รับการซ่อมเขียนต่อเนื่องมาหลายรัชกาลจิตรกรรมรามเกียรติ์บนผนังระเบียงคดที่ได้รับการซ่อมเขียนต่อเนื่องมาหลายรัชกาล · ภาพ: Jorge Láscar
    จิตรกรรมรามเกียรติ์บนผนังระเบียงคดที่ได้รับการซ่อมเขียนต่อเนื่องมาหลายรัชกาลภาพ: Jorge Láscar · CC BY 2.0

    รอบพระอุโบสถมีระเบียงคดที่ผนังเขียนจิตรกรรมเรื่องรามเกียรติ์ 178 ห้อง เริ่มเขียนตั้งแต่รัชกาลที่ 1 และได้รับการซ่อมเขียนต่อเนื่องในหลายรัชกาล ภาพเล่าเรื่องตั้งแต่กำเนิดพระรามจนจบศึก แทรกภาพชีวิตชาวบ้านและภาพกากที่สนุกสนาน ส่วนประตูทั้ง 6 มียักษ์ทวารบาลสูงราว 5 เมตรเฝ้าอยู่ 12 ตน เช่น ทศกัณฐ์ สหัสเดชะ และอินทรชิต

    ยักษ์ทวารบาลทั้ง 12 ตนเป็นตัวละครจากรามเกียรติ์ ได้แก่ สุริยาภพ อินทรชิต มังกรกัณฐ์ วิรุฬหก ทศคีรีธร ทศคีรีวัน จักรวรรดิ อัศกรรณมารา ทศกัณฐ์ สหัสเดชะ มัยราพณ์ และวิรุญจำบัง ยืนเป็นคู่ที่ประตูทั้ง 6 เป็นเครื่องหมายว่ากำลังก้าวจากลานพระราชวังชั้นนอกเข้าสู่เขตพุทธาวาส

    ภายในวัดยังมีพระอัษฎามหาเจดีย์ 8 องค์ทางทิศตะวันออก หอพระมณเฑียรธรรม หอระฆัง ศาลาราย 12 หลังรอบพระอุโบสถ และพระสุวรรณเจดีย์คู่ที่มีรูปยักษ์และกระบี่แบกฐาน ทุกวันนี้วัดพระแก้วเปิดให้เข้าชมทุกวัน 08:30–16:30 น. คนไทยเข้าฟรี ชาวต่างชาติ 500 บาทรวมพระบรมมหาราชวังและพิพิธภัณฑ์ผ้า และเป็นสถานที่ที่นักท่องเที่ยวมาเยือนมากที่สุดแห่งหนึ่งของกรุงเทพฯ

    แม้ไม่มีพระสงฆ์จำพรรษา วัดพระแก้วยังมีกิจกรรมทางศาสนาสม่ำเสมอ มีการเทศนาธรรมทุกวันอาทิตย์และวันพระ ช่วงเข้าพรรษานักเรียนยังมานั่งสวด "โอ้เอ้" ที่ศาลารายรอบพระอุโบสถตามธรรมเนียมเก่า และทุกวันที่ 6 เมษายนประชาชนเข้ากราบถวายบังคมพระบรมรูปในปราสาทพระเทพบิดร คณะที่มา 10 คนขึ้นไปต้องขออนุญาตล่วงหน้าอย่างน้อย 1 สัปดาห์

    GETTING THERE

    ตำแหน่งและการเดินทาง

    แผนที่ · วิธีเดินทาง · ค่าใช้จ่าย

    นำทางจากตำแหน่งของฉัน ↗เปิดตำแหน่งใน Google Maps ↗

    ปุ่มนำทางคำนวณเวลาเดินทางตามสภาพจราจรตอนนี้

    • เวลาเดินทางประมาณ 20–40 นาทีจากใจกลางเมือง แล้วแต่รถติด
    • ถนนถนนในเมือง รถติดช่วงเช้าและเย็น
    • ที่จอดรถที่จอดรถมีจำกัด แนะนำใช้รถไฟฟ้า เรือ หรือแท็กซี่
    • ปั๊มน้ำมันมีปั๊มทั่วไปในเมือง

    เส้นทางแนะนำ

    วัดพระแก้วอยู่ภายในพระบรมมหาราชวัง ทางเข้าหลักคือประตูวิเศษไชยศรี ฝั่งถนนหน้าพระลาน ตรงข้ามสนามหลวง

    สะดวกที่สุดคือนั่ง MRT สายสีน้ำเงินลงสถานีสนามไชย แล้วเดินราว 10–15 นาที หรือนั่งเรือด่วนเจ้าพระยาลงท่าช้าง แล้วเดินไปถนนหน้าพระลานราว 5 นาที

    แท็กซี่หรือแอปเรียกรถให้ส่งที่ถนนหน้าพระลาน ระวังคนแปลกหน้าที่บอกว่า "วันนี้วัดปิด" แล้วเสนอพาไปที่อื่น ซึ่งเป็นมุกหลอกนักท่องเที่ยวที่เกิดบ่อยแถวนี้

    เดินทางไปได้ 4 วิธี

    MRT สายสีน้ำเงิน
    ตามเส้นทาง17–45 บาท

    ลงสถานีสนามไชย เดินราว 10–15 นาที

    เรือด่วนเจ้าพระยา
    ตามเส้นทาง16–30 บาท

    ลงท่าช้าง เดินราว 5 นาที

    แท็กซี่ / แอปเรียกรถ
    20–40 นาทีจากใจกลางเมืองตามมิเตอร์

    ให้ส่งที่ถนนหน้าพระลาน

    รถเมล์
    ตามเส้นทาง8–25 บาท

    หลายสายผ่านสนามหลวงและถนนหน้าพระลาน

    ราคาและเวลาเป็นค่าประมาณ อาจเปลี่ยนตามฤดูกาลและการจราจร