ข้ามไปเนื้อหา
พ. 14 ต.ค. 2569 16:17 น.
เข้าสู่ระบบ
วันนี้ไปได้ แต่ระวัง5/10
YALA · SEA OF MIST

ทะเลหมอกอัยเยอร์เวง

จุดชมทะเลหมอกใต้สุดของไทยบนเขาไมโครเวฟ ตำบลอัยเยอร์เวง อำเภอเบตง สูงราว 620 เมตร เห็นหมอกได้แทบทั้งปี มีสกายวอล์คพื้นกระจกยาวกว่า 60 เมตร มองเห็นป่าฮาลา-บาลาและเขื่อนบางลาง

  • ดอย/จุดชมวิว
เช็กก่อนไป7 วันข้างหน้า ไปวันไหนดี ดีที่สุดพฤหัส 15
อัปเดต 15:56 น.
สภาพอากาศ · วันนี้พยากรณ์ 7 วัน →
โอกาสฝน–%
อุณหภูมิยอดดอย–°C
ฝุ่น PM2.5–µg/m³
พระอาทิตย์ขึ้น–
ตรวจความปลอดภัยวันนี้ · ปกติทุกด้าน
  • อากาศรุนแรงไม่มี
  • แผ่นดินไหวไม่มีใน 48 ชม.
  • ภัยพิบัติใหญ่ไม่มี
  • ประกาศสถานที่ไม่มี
A LITTLE INTRODUCTION

รู้จักที่นี่

ภาพรวม · ไฮไลต์ · เหมาะกับใคร

ทะเลหมอกอัยเยอร์เวงอยู่บนเขาไมโครเวฟ บ้านธารมะลิ ตำบลอัยเยอร์เวง อำเภอเบตง จังหวัดยะลา สูงราว 2,038 ฟุต (ราว 620 เมตร) จากระดับน้ำทะเล ห่างจากตัวเมืองเบตงราว 35–40 กิโลเมตร ได้ชื่อว่าเป็นจุดชมทะเลหมอกที่อยู่ใต้สุดของประเทศไทย และเห็นหมอกได้แทบตลอดทั้งปี

ข้างจุดชมวิวเดิมมีสกายวอล์คหอคอยเหล็กสูง 45 เมตร 6 ชั้น ทางเดินยื่นออกไปราว 61–63 เมตร ปลายเป็นพื้นกระจกใส มองเห็นผืนป่าฮาลา-บาลา ทะเลสาบเขื่อนบางลาง และวันฟ้าเปิดมองไปถึงฝั่งมาเลเซีย

ช่วงที่สวยที่สุดคือเช้าตรู่ราว 05:30–08:00 น. พระอาทิตย์ขึ้นเหนือทะเลหมอกที่ห่มหุบเขา อากาศยามเช้าราว 20°C

ไฮไลต์ห้ามพลาด

ทะเลหมอกยามรุ่งอรุณ

ทะเลหมอกยามรุ่งอรุณ

พระอาทิตย์ขึ้นเหนือทะเลหมอกที่ห่มหุบเขารอบด้าน

สกายวอล์คพื้นกระจก

สกายวอล์คพื้นกระจก

ทางเดินยื่นออกจากหอคอยสูง 45 เมตร ปลายเป็นพื้นกระจกใส

ป่าฮาลา-บาลาและเขื่อนบางลาง

ป่าฮาลา-บาลาและเขื่อนบางลาง

วันฟ้าเปิดมองเห็นผืนป่าดิบชื้นและทะเลสาบเขื่อน ไปจนถึงมาเลเซีย

อากาศเย็นตลอดปี

อากาศเย็นตลอดปี

เช้าตรู่ราว 20°C แม้จะอยู่ใต้สุดของประเทศ

เตรียมตัวก่อนไป

เดินทางได้ด้วย
เหมาะกับ
สิ่งอำนวยความสะดวก
BEFORE YOU GO

เช็กก่อนไป

อากาศ ฝุ่น และความหนาแน่นของคน ก่อนออกเดินทาง

พยากรณ์สดอัปเดต 15:56 น.
ลุ้นทะเลหมอก
ฟ้าใส / วิวชัด

ช่วงเวลาไหนดี — รายชั่วโมง

แท่ง = โอกาสฝน %ช่วงที่แนะนำตัวเลขบน = อุณหภูมิ °C
ดูเพิ่มของที่ควรพก · ค่าใช้จ่าย · คนเยอะไหม · คำเตือนการเดินทาง · อากาศละเอียด

ของที่ควรพก —

ค่าใช้จ่ายโดยประมาณ

2 คน

    ความหนาแน่นของคน — ประมาณการ

    คำเตือนการเดินทาง

    WHEN TO GO

    ไปเดือนไหนดี

    แตะเดือนเพื่อดูอากาศ ฝน ฝุ่น และความหนาแน่นของคน

    ดีมากพอได้ควรเลี่ยง
    ช่วงที่ดีที่สุดม.ค. – มี.ค.

    ม.ค. – มี.ค. ฝนน้อยที่สุดของปี ท้องฟ้ามักเปิดให้เห็นพระอาทิตย์ขึ้นเหนือทะเลหมอก อากาศเช้าราว 19–20°C ส่วนหมอกเกิดได้เกือบทุกเดือน โดยเฉพาะเช้าหลังคืนที่ฝนตก

    ควรระวัง

    พ.ย. – ธ.ค. เป็นช่วงมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือ ฝนชุกเกือบทุกวัน เมฆหนาจนมักไม่เห็นพระอาทิตย์ และทางขึ้นเขาเสี่ยงดินสไลด์ ส่วนวันหยุดยาวและช่วงตรุษจีนคนแน่นมาก ต้องต่อคิวขึ้นสกายวอล์ค

    อากาศ
    ฝน
    ฝุ่นควัน
    คนแน่น

    ดูสถิติอากาศจริงย้อนหลัง 10 ปีอุณหภูมิ วันฝนตก วันฟ้าโปร่ง และฝุ่น รายเดือน
    STORIES & HISTORY

    ประวัติและเรื่องเล่า

    ตำนาน · ประวัติศาสตร์ · สถาปัตยกรรม

    15 ช่วงเวลาสำคัญ

    เบตงเป็นอำเภอใต้สุดของประเทศไทย ตั้งอยู่ในหุบเขากลางเทือกเขาสันกาลาคีรีที่กั้นพรมแดนไทย–มาเลเซีย เดิมอำเภอนี้ชื่อ "ยะรม" ซึ่งเป็นคำมลายูที่แปลว่าเข็มเย็บผ้า จน พ.ศ. 2473 นายอำเภอย้ายที่ว่าการจากบ้านฮางุสมาที่บ้านกำปงมัสยิด ตำบลเบตง และเปลี่ยนชื่ออำเภอเป็นเบตง มาจากคำมลายู "betung" ที่หมายถึงไม้ไผ่ลำใหญ่ หรือไผ่ตง พืชประจำถิ่นของที่นี่

    ชาวมลายูมุสลิมเป็นคนพื้นถิ่น ต่อมามีชาวจีนอพยพเข้ามาจนสัดส่วนประชากรสองกลุ่มใกล้เคียงกัน เบตงเป็นเมืองเล็กบนภูเขาที่อยู่ห่างไกล ถนนไปตัวเมืองยะลายาวราว 140 กิโลเมตรและคดเคี้ยวผ่านป่าเขา ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2469 ทางการจึงให้เบตงออกป้ายทะเบียนรถเองได้ ทำให้เบตงเป็นอำเภอเดียวในไทยที่ป้ายทะเบียนระบุชื่ออำเภอแทนชื่อจังหวัดมาจนทุกวันนี้

    เมืองเล็กแห่งนี้มีของดีที่เล่าต่อกันมาหลายอย่าง ตู้ไปรษณีย์ที่สี่แยกหอนาฬิกาสร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2467 โดยนายสงวน จิระจินดา อดีตนายไปรษณีย์ที่ต่อมาเป็นนายกเทศมนตรี เป็นทรงกระบอกคอนกรีตสูงราว 3.2 เมตร ด้านบนติดวิทยุไว้กระจายข่าวให้ชาวเมือง และยังใช้รับจดหมายจริงจนทุกวันนี้ ต่อมาเทศบาลสร้างตู้ใหม่สูงราว 9 เมตรที่ถูกเรียกว่าตู้ไปรษณีย์ใหญ่ที่สุดในประเทศ คำขวัญของเมืองคือ "เมืองในหมอก ดอกไม้งาม ใต้สุดสยาม เมืองงามชายแดน"

    อ่านประวัติต่ออีก 17 ย่อหน้า

    ชาวจีนในเบตงเคยผ่านช่วงเวลายากลำบากในสงครามโลกครั้งที่สอง งานวิจัยทางประวัติศาสตร์บันทึก "กรณีเบตง" ระหว่างวันที่ 1–6 พฤศจิกายน 2485 ที่กองทัพญี่ปุ่นปราบปรามชาวจีนในเมืองชายแดนไทย–มลายาแห่งนี้ ทุกวันนี้อำเภอเบตงมีประชากรกว่า 60,000 คน ทั้งชาวพุทธ มุสลิม และชาวจีน และใกล้อัยเยอร์เวงยังมีชุมชนจีนแคะที่อยู่มากว่า 150 ปี

    ตำบลอัยเยอร์เวงอยู่ทางตะวันออกเฉียงเหนือของตัวเมืองเบตง ห่างไปราว 32–40 กิโลเมตร ชื่อตำบลผสมสองภาษา "อัยเยอร์" มาจากภาษายาวีที่หมายถึงน้ำหรือลำธารที่ไหลผ่านพื้นที่ ส่วน "เวง" เป็นแซ่ของชาวจีนที่มาบุกเบิกในยุคแรก ตำบลนี้กว้างราว 818 ตารางกิโลเมตร ส่วนใหญ่เป็นป่าเขา แบ่งเป็น 11 หมู่บ้าน ใน พ.ศ. 2560 มีประชากรราว 11,700 คน ทั้งชาวมลายู ชาวไทยเชื้อสายจีน และชาวพื้นเมืองในป่า

    ผืนป่ารอบอัยเยอร์เวงมีประวัติศาสตร์การสู้รบที่ยาวนาน หลังรัฐบาลอังกฤษประกาศภาวะฉุกเฉินในมลายาเมื่อ พ.ศ. 2491 พรรคคอมมิวนิสต์มลายา (พคม.) ซึ่งสมาชิกส่วนใหญ่เป็นชาวจีน ถูกปราบอย่างหนัก หลักฐานบางส่วนระบุว่าเริ่มปรากฏตัวในไทยตั้งแต่ พ.ศ. 2492 ที่เบตงและสะเดา และถอนกำลังเข้ามาเป็นระยะตั้งแต่ พ.ศ. 2495 จนใช้ชายแดนภาคใต้ของไทยเป็นที่หลบภัยตั้งแต่ต้นทศวรรษ 2500

    เมื่อ พคม. เปิดการต่อสู้รอบใหม่ใน พ.ศ. 2511 ป่าเขาบริเวณ "ปลายด้ามขวานเบตง" กลายเป็นฐานที่มั่นถาวรสำหรับฝึก เกณฑ์คน และข้ามแดนไปปฏิบัติการในมาเลเซีย ชาวบ้านในพื้นที่เรียกกองกำลังนี้ว่า "จคม." การสู้รบยืดเยื้อกว่า 20 ปี ขณะที่ฝ่ายไทยในสมัย พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ออกคำสั่งที่ 66/2523 ที่ใช้ "การเมืองนำการทหาร" และต่อมาใช้แนวทาง "ใต้ร่มเย็น"

    ใน พ.ศ. 2530 รัฐไทยเสนอทางเลือกให้สมาชิก พคม. ว่าจะกลับมาเลเซีย หรือเข้าร่วม "โครงการร่วมพัฒนาชาติไทย" ซึ่งได้ที่ดินครอบครัวละ 15 ไร่ และได้สัญชาติไทยเมื่ออยู่ครบ 5 ปี การเจรจาสามฝ่ายระหว่าง พคม. มาเลเซีย และไทย เริ่มที่ภูเก็ตเมื่อกุมภาพันธ์ 2532 และจบลงด้วยการลงนาม "ข้อตกลงสันติภาพหาดใหญ่" เมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2532 พคม. ตกลงยุบกองกำลังติดอาวุธและทำลายอาวุธ โดยข้อตกลงจงใจไม่ใช้คำว่า "ยอมจำนน" สมาชิกราว 700 คนเลือกตั้งรกรากในไทย และราว 400 คนกลับมาเลเซีย

    อดีตสมาชิก พคม. ได้รับการจัดสรรที่ดินในหมู่บ้านใหม่ภายใต้การดูแลของกองทัพภาคที่ 4 เช่น หมู่บ้านปิยะมิตรที่ได้รับพระราชทานชื่อจากในหลวงรัชกาลที่ 9 และหมู่บ้านจุฬาภรณ์พัฒนา 10 ในตำบลอัยเยอร์เวง ซึ่งชาวบ้านส่วนใหญ่เป็นอดีตสมาชิกพรรคเชื้อสายจีน ญาติจากฝั่งมาเลเซียยังเดินทางมาเยี่ยมกันอยู่เสมอ ทุกวันนี้อดีตฐานที่มั่นบางแห่ง เช่น อุโมงค์ปิยะมิตร กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวของเบตง

    ร่องรอยของยุคนั้นยังเห็นได้ทั่วเบตง เช่น อุโมงค์ปิยะมิตรที่บ้านปิยะมิตร 1 ตำบลตะเนาะแมเราะ ซึ่ง พคม. เขต 2 ขุดไว้เมื่อ พ.ศ. 2519 ใช้เวลาราว 3 เดือน ยาวราว 1 กิโลเมตร มีทางเข้าออกหลายทางสำหรับกระจายตัวหลบหนีเมื่อถูกโจมตี ปัจจุบันเปิดให้เข้าชมทุกวัน

    ในบ้านจุฬาภรณ์พัฒนา 10 มีพิพิธภัณฑ์ "วีรชน" เล่าเรื่องอดีตฐานปฏิบัติการของ พคม. และในป่าใกล้หมู่บ้านมีต้นสมพงยักษ์ที่ต้องใช้คนราว 38 คนโอบรอบ ชาวบ้านเรียกว่าต้นไม้ยักษ์พันปีและเชื่อว่าใหญ่ที่สุดในภาคใต้ ชุมชนพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวโดยชุมชน มีทริปค้างคืนเดินป่าดูต้นไม้ยักษ์ อดีตค่ายในป่า และวิถีชาวอัสลี และเมื่อกุมภาพันธ์ 2566 ป่าแถบนี้ยังเป็นเส้นทางวิ่งเทรล "Amazean Jungle Thailand by UTMB"

    หมู่บ้านในกลุ่ม "จุฬาภรณ์พัฒนา" ตามแนวชายแดนมีที่มาคล้ายกัน เช่น บ้านจุฬาภรณ์พัฒนา 12 ที่นราธิวาส ซึ่งเป็นของอดีตสมาชิกกรมที่ 10 ของ พคม. ผู้ที่เลือกอยู่ไทยได้รับเงินเดือนละ 540 บาทเป็นเวลา 3 ปี พร้อมบ้านและที่ดิน ส่วนผู้ที่กลับมาเลเซียได้รับเดือนละ 300 ริงกิตเป็นเวลา 3 ปี หมู่บ้านนั้นอยู่ในพระอุปถัมภ์ของเจ้าฟ้าจุฬาภรณ์ฯ ระหว่าง พ.ศ. 2536–2547 จนมีไฟฟ้าและน้ำประปาใช้

    ในป่าฮาลา-บาลายังมีชาวอัสลี หรือที่คนไทยเรียกว่าซาไก ราว 80–90 คน ซึ่งเคยร่วมปฏิบัติการกับ พคม. ในป่า ชาวอัสลีแต่เดิมไม่มีวันปีใหม่ของตัวเอง ตั้งแต่ พ.ศ. 2538 ชุมชนจุฬาภรณ์พัฒนา 10 จึงตกลงผ่านองค์การบริหารส่วนตำบลอัยเยอร์เวงให้จัดงานปีใหม่อัสลีห่างจากตรุษจีนราว 2–3 วัน และฉลองร่วมกันทุกปี

    ผืนป่าฮาลา-บาลารอบเบตง ที่เคยเป็นฐานที่มั่นในป่าของ พคม.ผืนป่าฮาลา-บาลารอบเบตง ที่เคยเป็นฐานที่มั่นในป่าของ พคม. · ภาพ: Lx Rei
    ผืนป่าฮาลา-บาลารอบเบตง ที่เคยเป็นฐานที่มั่นในป่าของ พคม.ภาพ: Lx Rei · CC BY-SA 4.0

    ผืนป่ารอบอัยเยอร์เวงเป็นส่วนหนึ่งของป่าฮาลา-บาลา ซึ่งประกาศเป็นเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเมื่อ พ.ศ. 2539 กว้างราว 391,689 ไร่ บนเทือกเขาติติวังสาต่อเนื่องกับป่าเบลุม-เตเมงกอร์ของมาเลเซีย ได้ฉายาว่า "แอมะซอนแห่งเมืองไทย" เป็นที่อยู่ของนกเงือกได้ถึง 10 จาก 13 ชนิดที่พบในไทย ชื่อป่ามาจากคลองบาลาที่ไหลลงทะเลสาบเขื่อนบางลาง และเป็นต้นน้ำของแม่น้ำปัตตานี

    จุดชมทะเลหมอกอยู่บนเขาไมโครเวฟ บ้านธารมะลิ สูงราว 2,038 ฟุตหรือราว 620 เมตรจากระดับน้ำทะเล หุบเขาที่ล้อมด้วยป่าดิบชื้นทำให้เกิดหมอกได้แทบทั้งปี จนได้ชื่อว่าเป็นทะเลหมอกที่อยู่ใต้สุดของประเทศ จากที่นี่มองเห็นผืนป่าฮาลา-บาลา ทะเลสาบเหนือเขื่อนบางลาง และวันฟ้าเปิดมองไปถึงฝั่งมาเลเซีย

    ทะเลหมอกที่ชุมชนพานักท่องเที่ยวขึ้นมาชมตั้งแต่ก่อนมีสกายวอล์คทะเลหมอกที่ชุมชนพานักท่องเที่ยวขึ้นมาชมตั้งแต่ก่อนมีสกายวอล์ค · ภาพ: Aoeinista
    ทะเลหมอกที่ชุมชนพานักท่องเที่ยวขึ้นมาชมตั้งแต่ก่อนมีสกายวอล์คภาพ: Aoeinista · CC BY-SA 4.0

    ก่อนมีสกายวอล์ค ชาวบ้านใช้มอเตอร์ไซค์รับจ้างพานักท่องเที่ยวขึ้นไปชมหมอกที่จุดชมวิวเดิม เพื่อสร้างรายได้ให้ชุมชน ต่อมาภาครัฐลงทุนสร้างสกายวอล์คข้างจุดชมวิวเดิมด้วยงบกว่า 90 ล้านบาท เป็นหอคอยโครงสร้างเหล็กสูง 45 เมตร 6 ชั้น มีบันไดและลิฟต์สำหรับผู้พิการและผู้สูงอายุ ทางเดินยื่นออกจากชั้น 3 ยาวราว 61–63 เมตร ปลายเป็นพื้นกระจกหนา 4 เซนติเมตร และถูกโปรโมตว่าเป็นสกายวอล์คที่ยาวที่สุดในอาเซียน

    การก่อสร้างล่าช้าเพราะโควิด-19 ทำให้วัสดุที่สั่งจากจีนส่งมาไม่ได้ เดือนมิถุนายน 2563 งานเสร็จราว 77% วันที่ 25 กันยายน 2563 สกายวอล์คเปิดให้ขึ้นชมแบบไม่เป็นทางการทุกเช้า 05:30–09:30 น. โดยไม่เก็บเงิน จำกัดครั้งละไม่เกิน 360 คน สุดสัปดาห์แรกมีคนมาราว 2,000–3,000 คนจนรถติดและต้องแจกบัตรคิวเป็นรอบละ 70–100 คน เดือนตุลาคมปีนั้นเบตงมีนักท่องเที่ยวรวมกว่า 76,000 คน ส่วนใหญ่มาจากสามจังหวัดชายแดนใต้ สงขลา พัทลุง และภูเก็ต

    หลังปิดไปช่วงการระบาด สกายวอล์คเปิดทดลองอีกครั้งวันที่ 1 ธันวาคม 2564 ผู้ขึ้นชมต้องฉีดวัคซีนครบ 2 เข็มและมีผลตรวจ ATK ภายใน 72 ชั่วโมง ขึ้นได้รอบละไม่เกิน 50 คนทุก 15 นาที ชุมชนอัยเยอร์เวงรับหน้าที่เดินรถรับส่งและผลิตถุงหุ้มรองเท้าขายคู่ละ 30 บาท ทางการหวังให้สกายวอล์คดึงนักท่องเที่ยวมาเลเซียเมื่อพรมแดนเปิด

    การเดินทางมาเบตงง่ายขึ้นเมื่อท่าอากาศยานเบตงเปิดเที่ยวบินปฐมฤกษ์วันที่ 14 มีนาคม 2565 โดยนกแอร์เปิดเส้นทางกรุงเทพฯ–เบตง เป็นสนามบินแห่งที่ 29 ของกรมท่าอากาศยาน มีทางวิ่งยาว 1,800 เมตร รองรับเครื่องบินราว 80 ที่นั่ง และมีแผนขยายทางวิ่งเป็น 2,500 เมตรเพื่อรับเครื่องบินไอพ่น

    ทุกวันนี้รถส่วนตัวต้องจอดด้านล่าง แล้วต่อรถสองแถวหรือมอเตอร์ไซค์ของชุมชนขึ้นไปราว 30 บาท ห้ามใส่รองเท้าขึ้นพื้นกระจก ช่วงคนเยอะชั้นทางเดินจะจำกัดเป็นรอบละราว 10 นาที เช้าวันที่อากาศดีอุณหภูมิราว 20–21°C พระอาทิตย์ขึ้นราว 06:00–07:30 น. และหมอกมักค้างถึงเกือบ 08:00 น. จากเมืองที่เคยเป็นสมรภูมิในป่า อัยเยอร์เวงจึงกลายเป็นจุดหมายยามเช้าที่คนเดินทางไกลมาเพื่อดูทะเลหมอกใต้สุดของประเทศ

    GETTING THERE

    ตำแหน่งและการเดินทาง

    แผนที่ · วิธีเดินทาง · ค่าใช้จ่าย

    นำทางจากตำแหน่งของฉัน ↗เปิดตำแหน่งใน Google Maps ↗

    ปุ่มนำทางคำนวณเวลาเดินทางตามสภาพจราจรตอนนี้

    • เวลาเดินทางประมาณ 1 ชม. จากตัวเมืองเบตง
    • ถนนทางขึ้นเขาโค้งเยอะ ช่วงสุดท้ายต้องต่อรถรับส่ง
    • ที่จอดรถลานจอดด้านล่าง รถส่วนตัวขึ้นถึงจุดชมวิวไม่ได้
    • ปั๊มน้ำมันปั๊มน้ำมันในตัวเมืองเบตง

    เส้นทางแนะนำ

    จากตัวเมืองเบตงใช้ทางหลวงหมายเลข 410 (เบตง–ยะลา) แล้วแยกเข้าถนนไปตำบลอัยเยอร์เวงตามป้ายทะเลหมอก/สกายวอล์ค ระยะทางราว 35–40 กม. ใช้เวลาราว 1 ชม. ถนนลาดยางแต่ขึ้นเขาโค้งเยอะ ควรออกจากเมืองตั้งแต่ราวตี 4 ครึ่งถึงตี 5 ถ้าจะดูพระอาทิตย์ขึ้น

    รถส่วนตัวต้องจอดที่ลานด้านล่าง แล้วต่อรถสองแถวหรือมอเตอร์ไซค์รับจ้างของชุมชนขึ้นไปจุดชมวิว (ราว 30 บาท ใช้เวลาไม่ถึง 5 นาที)

    ถ้าไม่มีรถ จองรถตู้หรือรถรับจ้างจากตัวเมืองเบตง โรงแรมในเมืองหลายแห่งจัดรถไปชมทะเลหมอกตอนเช้า หรือค้างที่พักในตำบลอัยเยอร์เวงที่อยู่ใกล้จุดชมวิว

    เดินทางไปได้ 3 วิธี

    รถยนต์ส่วนตัว
    ราว 1 ชม.ค่าน้ำมันราว 150–250 บาทไป-กลับ

    ทางหลวง 410 แล้วแยกเข้าตำบลอัยเยอร์เวง ทางขึ้นเขาโค้งเยอะ จอดด้านล่างแล้วต่อรถชุมชน

    รถรับจ้าง/รถตู้จากเบตง
    ราว 1 ชม.ราคาตามตกลง

    เหมาไป-กลับตอนเช้า หลายโรงแรมช่วยจัดให้

    รถชุมชนขึ้นจุดชมวิว
    ไม่ถึง 5 นาทีราว 30 บาท

    สองแถวหรือมอเตอร์ไซค์รับจ้างจากลานจอด

    ราคาและเวลาเป็นค่าประมาณ อาจเปลี่ยนตามฤดูกาลและการจราจร

    EAT NEARBY

    กินอะไรใกล้ ๆ

    ร้านยอดนิยมใกล้ ๆ ในรัศมี 5–10 กม.

    ร้านยอดนิยมในรัศมี 5 กม.ดึงข้อมูลสดจาก Google Maps เมื่อกดปุ่ม